6/28/2555

วันชาติฝรั่งเศส




                 วันชาติฝรั่งเศสตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันแห่งการปฎิวัติการปกครองจากระบบเจ้าขุนมูลนายไปสู่การปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยประชาชนทั่วทั้งประเทศได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองแบบยุกโบราณจนกระทั้งได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรกจากบุกเข้าทลายคุกบาสติลที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ประชาชน เมื่อ 209 ปีก่อนและนำไปสู่การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ โดยสมัชชาแห่งชาติได้กำหนดโครงสร้างกฏหมายฉบับใหม่ที่ยกเลิกการให้ความมีเอกสิทธิ์ ขจัดเรื่องสินบนและล้มเลิกระบบฟิวดัล(ระบบศักดินา) จากนั้นต่อมาจึงมีการจัดงานฉลองแห่งชาติขึ้นเรียกว่า "The Feast of the Federation" เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์จลาจลที่กองกำลังแห่งชาติจากทั่วประเทศได้เดินทางรวมพลกันที่ "Champs-de-Mars" ในกรุงปารีส 



            แต่พอหลังจากนั้นการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ของวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2332 ก็ต้องหยุดไปเนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศยังคงไม่สงบเกิดสงครามปฏิวัติขึ้นหลายครั้งในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ.2335-2345 และมาในสมัย "the Third Republic*"นี้เอง รัฐบาลจึงได้มีความคิดที่จะรื้อฟื้นการจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศสขึ้นมาใหม่ โดยมีการผ่านร่างกฎหมายฉบับเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2423 ขึ้นมา ซึ่งกำหนดให้วันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น "วันชาติฝรั่งเศส"และได้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งแรกขึ้นในปีเดียวกันนั้น

          ทั้งนี้งานจะเริ่มตั้งแต่ค่ำของวันที่ 13 โดยจะมีการแห่คบเพลิงและล่วงเข้าวันรุ่งขึ้นเมื่อระฆังตามโบสถ์วิหารต่าง ๆ หรือเสียงปืนดังขึ้นนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่างานฉลองได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เริ่มจากริ้วขบวนการสวนสนามของเหล่าทัพ จากนั้นเมื่อถึงช่วงเวลากลางวันประชาชนจะร่วมฉลองด้วยการเต้นรำอย่างรื่นเริงสนุกสนานไปตามท้องถนนและมีการจัดเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริกจนถึงเวลาค่ำ ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการจุดพลและการละเล่นดอกไม้ไฟที่ถือประเพณีปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีสิ่งสร้างความบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมายที่จัดขึ้นทั่วประเทศทั้งการจัดการแข่งขันกีฬา การจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า โดยไม่มีชาวฝรั่งเศสคนใดจะละเลยไม่นึกถึงและร่วมฉลองในวันสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศครั้งนี้

วันชาติอเมริกา Independence day

            4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319 วันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day) โดยอาณานิคมของสหราชอาณาจักร 13 แห่งในดินแดนอเมริกาได้ออก "คำประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร" (Declaration of Independence) ต่ออังกฤษ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ชื่อว่า "สหรัฐอเมริกา" (United State of America) ขึ้น ผู้ร่างคำประกาศดังกล่าวคือ โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศ 
            
            คำประกาศดังกล่าวได้กลายเป็นพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ ดินแดนแถบนี้ได้มีชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือ "อินเดียนแดง" (Indian) อพยพมาจากทวีปเอเชียเมื่อกว่า 25,000 ปีมาแล้ว จากนั้น นักสำรวจชาวสเปนได้เดินเรือมาสำรวจทางภาคใต้และตะวันตกเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 ในปี 2150 ชาวอังกฤษกลุ่มแรกได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมือง เจมส์ทาวน์ (Jamestown) จากนั้นชาวยุโรปกลุ่มอื่น ๆ ได้อพยพตามเข้ามาพร้อมกับนำทาสผิวดำจากแอฟริกาเข้ามาด้วย แล้วขยายออกไปทางด้านตะวันตกอย่างรวดเร็ว โดยการขับไล่ชาวอินเดียนแดงให้ถอยร่นออกไป 


          หลังจากประกาศอิสรภาพแล้วก็ได้เกิด สงครามกลางเมือง (American Civil War) ขึ้นในปี 2319-2326 ระหว่างรัฐฝ่ายใต้ทั้ง 13 รัฐที่ต้องการเอกราช กับ 21 รัฐฝ่ายเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังจากชัยชนะของฝ่ายใต้ อังกฤษจึงยอมรับประเทศใหม่นี้ จากนั้นสหรัฐอเมริกาก็แผ่ขยายอาณาเขตของตนเองจนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงกว่า 4 เท่าตัว ประกาศรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2330 ซึ่งยังคงใช้มาจนปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีอำนาจทางการเงินและการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกามีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากรัสเซีย แคนาดา และจีน เมืองหลวงคือวอชิงตัน, ดี.ซี. (Washington, D.C.) มีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยมลรัฐ (State) 50 มลรัฐ แต่ละรัฐจะรับผิดชอบในการออกกฎหมายของตนเอง ปกครองในรูปแบบ สหพันธรัฐ (Federal Republic) ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสรี โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 300 ล้านคน (พ.ศ. 2550) ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ หน่วยเงินตราดอลลาร์สหรัฐ (USD หรือ $ )

C'est ma journée !! :))



Le samedi juin 2012


         Je me révaille à 5h40 du matin. Je me douche à 6h et je

me m'habille à 6h30.

Puis,je prends mon petit déjuener. Je vais à lycèe à 7h15 en voiture avec ma mère.

Je déjeune à la cantine avec mon amie.

Je vais chez moi en bus à 16h.

Le soir,nous dînons en famille et nous redardons un film.

Je me couche à 22h


           Voilà,c'est ma journée.






6/10/2555

นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง

นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง

 สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง
 เปรียบประดุจศูนย์บัญชาการการทำงานของร่างกาย
 การรู้จักบำรุงดูแลรักษาสมองให้ปฏิบัติงานได้ดี
 จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม
 บ่อยครั้งเรากลับมีพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองของตัวเองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์


 ลองมาดูกันว่าอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมทำร้ายสมอง
 1. ไม่ทานอาหารเช้า นอกจากทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำแล้วยังเป็นเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
 2. กินอาหารมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
 3. สูบบุหรี่ เป็นสา-เหตุให้สมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์
 4. ทานของหวานมากเกินไป ของหวานจะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
 5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมล-ภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
 6. การอดนอน ถ้าอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
 7. นอนคลุมโปง การนอนแบบนี้จะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองไปในตัว
 8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะกำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
 9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
 10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมองนิสัยทำร้ายสมองทั้งสิบอย่างนี้คัดมาฝากกันจาก “ต้นคิด” จดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เพื่อจะได้ช่วยกันหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสมองของตัวเอง.

 Credit : azooga.com

5/26/2555

ภัยเงียบจากภาชนะ


      ปัจจุบันเรามีภาชนะบรรจุอาหารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งภาชนะบรรจุอาหารแต่ละชนิด มีคุณสมบัติและส่วนประกอบของสารต่างๆ ที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหารควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานและประเภทของอาหาร เพราะการใช้ภาชนะบรรจุอาหารผิดประเภทอาจนำอันตรายมาสู่เราอันเนื่องมาจากสารพิษเจือปนจากภาชนะได้ และหากมีสารสะสมในร่างกายเป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดเป็นโรคร้ายได้อีกด้วย เรามาดูตัวอย่างอันตรายจากภาชนะใกล้ๆ ตัวที่อาจเกิดขึ้นได้

1.ภาชนะพลาสติก

        
ไม่ว่าจะอยู่ในรูปถุงพลาสติก, ถ้วยพลาสติก หรือฟิล์ม พลาสติกสำหรับห่ออาหาร ซึ่งนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ล้วนมีอันตรายหากนำมาใช้ผิดวิธีเพราะสารเคมีจากพลาสติกอาจละลายปนเปื้อนสู่อาหารและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เราควรมีข้อระวังดังนี้
        
-ไม่ควรใช้บรรจุอาหารที่เป็นกรดหรือเปรี้ยวจัด เช่น ของหมักดอง น้ำส้มสายชู
        
-ถุงร้อนบางชนิดสามารถทนความร้อนได้ถึง 120 องศาเซลเซียส แต่อาหารที่ทอดใหม่ๆ อาจมีอุณหภูมิสูงกว่านี้ เพื่อความปลอดภัย จึงควรพักที่ตะแกรงให้อาหารคลายร้อนก่อนบรรจุใส่ถุง
        
-ไม่ควรใช้บรรจุอาหารที่ร้อนจัดหรือมีความมันมากๆ เป็นเวลานาน เนื่องจากพลาสติกสัมผัสเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้อาจทำให้สารเคมีละลายปนเปื้อนสู่อาหารได้
        
-อย่าใช้ฟิล์มพลาสติกสัมผัสความร้อนโดยตรง ควรห่างกันอย่างน้อยประมาณ 1 นิ้ว เพราะหากฟิล์มได้รับความร้อนสูงอาจทำให้ละลายได้
         

อันตรายจากพลาสติก

        
การใช้ภาชนะพลาสติกผิดวิธีอาจทำให้มีการปนเปื้อนของสารเคมี ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพได้ ตัวอย่างสารเคมีประกอบและผลกระทบต่อสุขภาพ
        
-สีที่ผสมในพลาสติก ส่วนมากเป็นสีสังเคราะห์ที่มีความบริสุทธิ์ต่ำ และมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อรับประทานเข้าไปสะสมในร่างกายนานๆ อาจทำให้เกิดการก่อพิษเรื้อรัง
        
-สารพิษฟีนอล 60 (Bisphenol-A) เป็นสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการการทำพลาสติกบางชนิด จากการศึกษาวิจัยพบว่า สารชนิดนี้มีผลต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์ มีรายงานว่าทำให้หนูทดลองมีสารพันธุกรรมผิดปกติหลายลักษณะ ซึ่งนำไปสู่การก่อโรคมะเร็ง
        
-สารฟะทาเลต (Phthalate) เป็นสารที่ทำให้พลาสติกมีลักษณะนิ่ม จากรายงานวิจัยต่างประเทศระบุชัดว่าสาร Phthalate ในพลาสติกทุกประเภทเป็นตัวรบกวนฮอร์โมนในเพศชายอาจก่อให้เกิดอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศพบว่า มีความเสี่ยงต่อการเป็นหมัน รวมถึงทำให้อวัยวะเพศชายพิการ ผลิตอสุจิลดลง ส่วนเพศหญิงส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตเร็วผิดปกติเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูกได้
        
-อันตรายจากสารเคมีที่เจือปนในพลาสติก เช่น ไวนิล คลอไรด์มอนอเมอร์ (Vinyl Choride Monomer) สไตร์รีนมอนอเมอร์ (Styrene Monomer) ไดออกซิน (Dioxin) สารเหล่านี้ละลายปนเปื้อนสู่อาหารเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเป็นพิษอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทการทำงานของตับและก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

        
2.ภาชนะเมลามีน

        
ชื่อเต็มว่า เมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นพลาสติกที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา สวยงาม ตกไม่แตก แต่มีข้อระวังคือ
        
-ไม่ควรใช้บรรจุอาหารที่ร้อนจัดเกิด 100  องศาเซลเซียส เช่นน้ำเดือดหรือของทอดร้อนๆ
        
-ไม่ควรใช้บรรจุอาหารที่เป็นกรดหรืออาหารที่มีรสเปรี้ยว
        
-ห้ามนำเข้าเตาไมโครเวฟเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากเป็นพลาสติกชนิดที่ไม่ทนต่อความร้อนและพลังงานไมโครเวฟจะทำให้สารฟอร์มาลดีไฮด์ปนเปื้อนในอาหาร
        
-สำหรับโทษของสารฟอร์มาลดีไฮด์ หากมีการสะสมมากๆ ในระยะยาวทำให้เซลล์ในร่างกายเปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดมะเร็งอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและปอด

      
3.กล่องโฟมใส่อาหาร

        
ผลิตจากสารเคมีพอลิไตรีน ผ่านการอัดอากาศร้อยละ 90 จึงทำให้โฟมไม่ทนต่อความร้อน รวมทั้งอาหารที่ร้อนจัด หรืออุ่นในไมโครเวฟ สารดังกล่าวจะละลายได้ง่ายเมื่อถูกคราบมัน การละลายของกล่อมโฟมอาจทำให้มีสารเคมีชื่อสไตรีนออกมาปนเปื้อนอาหาร ซึ่งสารดังกล่าวก่อให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งและมีพิษต่อระบบประสาท


ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ที่มา  :  http://variety.teenee.com/foodforbrain/44961.html
 

3/18/2555

KONY 2012

โจเซฟ โคนี่

ร่วมภารกิจ KONY 2012 บอกชาวโลกให้รู้จักกับ โจเซฟ โคนี่
Mthainews: คลิปวีดิโอที่ชื่อว่า  KONY 2012 ความยาว 30 นาที อ้างอิงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ กำลังกลายเป็นคลิปที่ถูกส่งต่อกันมากที่สุด  และมียอดผู้เข้าชมมากที่สุด ในระยะเวลาเพียง 3 วันมียอดเข้าชมแล้วกว่า 26 ล้านวิว
กลุ่ม  Invisible Children ได้จัดทำคลิปวีดิโอ ดังกล่าวขึ้น เพื่อให้คนทั้งโลกได้เห็น และตระหนักว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา และสิ่งที่พวกเขาต้องการจะสื่อให้กับคนทั้งโลก เป็นความหวังของใครบางคนที่เราสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้
คลิปวีดิโอต่อไปนี้ ไม่ใช่นิยาย ภาพยนตร์ หรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน
ประเทศอูกันดา ฉากเริ่มต้นของคลิป กล่าวถึงการสื่อสารบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค สังคมออนไลน์ที่สามารถแชร์เรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ ได้ให้กับคนทั่วโลกได้รับรู้ โดยมี เจสัน  รัซเซล ผู้ถ่ายทอดเรื่องราว
เริ่มต้นด้วยการนำเสนอชีวิตของลูกชายของเขา ที่เติบโตมากับครอบครัวที่อบอุ่น ชอบที่จะแสดงภาพยนตร์ ทำภาพยนตร์ มีครอบครัวคอยสนับสนุน ส่งเสริมให้เขาเป็นคนดี ที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้
เด็กชายคนดังกล่าว ยังชี้ให้เห็นภาพของ เจคอป Jacob เพื่อนชาวอูกันดา ของเจสัน ที่รู้จักกันมานานเกือบ 10 ปี โดยย้อนกลับไปชีวิตของเจคอปในอูกันดานั้น ต่างจากชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง ครั้งแรกที่เจสันพบกับเจคอป เขาเห็นเจคอปกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง เลยเรียกมาถาม เค้าเลยเล่าให้ฟังว่า ชีวิตในอูกันดานั้นน่ากลัว มีการลักพาตัวและทารุณกรรม จนถึงฆ่าเพื่อเอาชีวิต “พวกเขาจะฆ่าเรา พวกเขาจะลักพาตัวเราไปและฆ่าเรา”
เจคอปเล่าว่าพี่ชายของเขาพยายามหลบหนี แต่ไม่สำเร็จจนกระทั่งถูกฆ่าตัดคออย่างเหี้ยมโหดต่อหน้าต่อตา ด้วยชุมชนของเจคอปอยู่จากจากตัวเมือง ทำให้มีการลักพาตัว ข่มขืน ทารุณกรรมเกิดขึ้นที่นี่ จนพวกเขาหวาดผวา การใช้ชีวิตในเมืองแห่งนี้น่ากลัว และไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคครบครัน แต่เจคอปก็ยังมีความฝันว่าโตขึ้น เขาอยากจะเป็นนักกฎหมาย
เมื่อกลับมามองความจริงเขาก็ไม่มีเงินที่จะจ่ายสำหรับค่าเล่าเรียน เจสัน ใช้เวลาอยู่กับเจคอปกว่า 2 สัปดาห์ เขาถามคำถามหนึ่ง คำตอบที่ได้นั้น เขาจะไม่มีวันลืม..
ดีซะกว่าถ้าพวกเขาฆ่าเรา ถ้าเป็นไปได้ ฆ่าพวกเราเลยดีกว่า เราไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ ไม่มีใครมาดูแลพวกเรา เราไม่ได้ไปโรงเรียน ตายซะตอนนี้เลยดีกว่า เพราะเราจะอยู่ถึงวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร ถ้าเราได้พบเจอพี่ชายอีกครั้ง…
และนั่นคือสิ่งที่เจสัน สัญญากับเขาว่า จะต้องทำอะไรสักอย่าง ทำทุกอย่างเพื่อหยุดเขา เราจะ
หยุดเขา
และภารกิจก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นันเป็นต้นมา จนปัจจุบัน ปี 2012 เป็นปีที่เราจะหยุดมันที่ตรงนี้ เพื่อที่จะจัดการกับ โจเซฟ โคนี่ (Joseph Kony)
สิ่งที่เขาต้องการจะบอกพวกเราก็คือ การที่ให้ลูกชายเป็นตัวแทนของคนทั้งโลก เจสันให้ลูกชายดูรูปของ โจเซฟ โคนี่ พร้อมกับบอกว่านี่คือ คนเลว ส่วนอีกภาพหนึ่งเป็นภาพของเจคอป
และเล่าเรื่องราวว่า โคนี่คือคนร้ายที่ลักพาตัวและทารุณกรรมครอบครัวของเจคอป ลูกชายของเขาก็รู้สึกเศร้ากับเรื่องราวที่ได้รับฟัง และนั่นเองเขาก็อยากให้คนทั่วโลกได้รับรู้เช่นกันว่า โจเซฟ โคนี่ คือใคร
โจเซฟ โคนี่ ได้ก่อกบฎขึ้นในประเทศอูกันดา สิ่งที่เขาทำนั้นเลวร้ายเกินกว่าความเป็นมนุษย์ จนติดอยู่ในอันดับ 1 ของผู้ก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดในโลก เขาได้ลักพาตัวเด็ก ๆ ไร้เดียงสามาเข้ากลุ่มกบฎ LRA  เด็กจำนวนมากกว่า 3 หมื่นคนถูกเขาลักพาตัวและทารุณกรรม  ขณะที่เด็กผู้หญิงจะถูกจับมาเป็นทาสบำเรอกาม ส่วนเด็กหนุ่มนั้นถูกจับมาใช้ในการต่อสู้ในกบฎ
ที่น่าสลดใจก็คือ เด็ก ๆ ไร้เดียงสาทั้งหลายนั้นถูกบังคับให้ฆ่าแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง ฆ่าคนอื่น ๆ  และทำให้ใบหน้าของผู้อื่นถึงกับพิการ  สิ่งเลวร้ายที่เขาทำลงไปใช้ระยะเวลากว่า 26 ปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีใครหยุดเขาได้ ทำให้ชีวิตเด็กๆต้องหวาดผวา
คนทั้งโลกจำนวนน้อยมากที่รู้จัก โคนี่ ลูกชายของเจสันตอบอย่างมั่นใจว่า เราควรหยุดเขา เจสันและเพื่อนพยายามบอกเล่าเรื่องราวให้รัฐบาลอูกันดาได้รับทราบ แต่พวกเขากล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่เจสันและเพื่อนก็พยายามนำเรื่องราวไปบอกต่อกับผู้คนในประเทศให้รับรู้ บางคนรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
เจสันทำกาสร้างกลุ่มในเฟสบุ้ค เพื่อเป็นช่องทางผนึกกำลัง ในการต่อสู้กับโคนี่ มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยพวกเขายังได้เข้าไปฟื้นฟูสถานที่ต่างๆที่โคนี่ได้ลงมือก่อกบฎ เช่นการให้กำลังใจ กิจกรรมสันทนาการ และบริจาคเงินช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งสร้างโรงเรียน
สิ่งเหล่านี้พวกเขาทำเองโดยยังไม่มีการช่วยเหลือจากภาครัฐ ชาวอูกันดาเริ่มมีความหวัง เพราะมีการสร้างงาน สร้างสถานีวิทยุ เป็นช่องทางติดต่อสื่อสาร และป้องกันการเกิดการกบฎขึ้นอีก
พลังของผู้ต่อต้าน โคนี่ ได้ประกาศลั่นว่าพวกเขาจะเปิดศึกต่อสู้กับโคนี่ นอกจากนี้ยังมีการขอความร่วมมือจากบรรดานักการเมือง ภาครัฐ   และพวกเขาก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสมควรที่จะหยุดโคนี่ ฆาตรกรอันดับ 1 ของโลกให้ได้
เดือนตุลาคม ปี 2011 ทีมของเจสันได้รับจดหมายจากบารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐ โดยระบุว่า ได้ส่งทัพทหารจำนวนหนึ่งไปยังแอฟริกาเพื่อต่อสู้กับกองกำลังกลุ่มกบฎ LRA ของโคนี่ นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง
แต่การจัดการกับโคนี่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2011 เด็กชายวัย 14 ปี ที่หลบหนีจากกลุ่มกบฎ LRA มาได้ รายงานว่า โจเซฟ โคนี่ ได้รับรู้แล้วว่ากองกำลังสหรัฐกำลังจะเปิดศึกจัดการกับพวกเขา – และนั่นเอง โคนี่อาจจะต้องเปลี่ยนวิถีการ และหลบหนีการจับกุม ถ้าหากว่าภารกิจของสหรัฐล้มเหลว มันอาจจะเกิดสิ่งเลวร้ายมากขึ้นกว่านี้ ไม่เพียงแต่ชาวอูกันดาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกๆคน
สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ทำให้โลกรู้ว่า ทุกคนบนโลกใบนี้ต้องการกำจัด โคนี่ ทำให้รัฐบาลเห็นความสำคัญว่าทุกคนให้ความสำคัญในเรื่องนี้
เราจะไม่ยกเลิกภารกิจ และก็หวังว่าสักวันจะได้รับข่าวดีที่ว่า สามารถจับกุมตัวโคนี่ ฆาตรกรหมายเลข 1 ของโลกบนหน้าหนังสือพิมพ์ เด็กๆที่เขาลักพาตัวจะได้กลับไปสู่บ้านเกิด

3/17/2555

แคนแคน (ฝรั่งเศส: cancan, ก็องก็อง แปลว่า อื้อฉาว; อังกฤษ: สะกด can-can) เป็นรูปแบบการแสดงเต้นระบำในห้องโถง ประกอบดนตรีจังหวะเต้นรำ โดยใช้นักเต้นสตรีสวมกระโปรงยาว มีกระโปรงลูกไม้ซับใน สวมถุงน่องและรองเท้าส้นสูง นักเต้นจะเต้นด้วยท่าทางยั่วยวนผู้ชมที่เป็นชาย โดยเปิดชายกระโปรงให้เห็นกางเกงชั้นใน และเตะขาขึ้นสูง หรือกระโดดแยกขา สลับกับการเคลื่อนไหวร่างกาย 
ดนตรีที่ใช้ประกอบการเต้น มักใช้เพลงกาล็อพ (galop, ม้าควบ) ในจังหวะ 2/4 เพลงที่นิยมใช้ คือเพลง Orpheus in the Underworld ของชาก ออฟเฟนบาค หรือเพลงอื่นๆ ของโยฮันน์ ชเตราสส์ ที่สอง
การเต้นแบบแคนแคนเกิดขึ้นครั้งแรกราวทศวรรษ 1830 การเต้นบอลรูมของชนชั้นผู้ใช้แรงงานในย่านมงต์ปาร์นาส กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยนักเต้นชาย แต่เป็นที่นิยมเต้นในช่วงทศวรรษ 1890 เป็นการเต้นแสดงโดยนักเต้นหญิง โดยเฉพาะการแสดงที่โรงละครมูแลงรูจ ที่ตั้งอยู่ในย่านโคมแดงในมงมาร์ต นักเต้นหญิงที่มีชื่อเสียง เช่น La Goulue และ Jane Avril ที่มีปรากฏอยู่ในภาพวาดแบบโพสต์อิมเพรสชันนิสม์ของอองรี เดอ ตูลูส-โลแตร็ก เป็นจำนวนมาก
การเต้นแคนแคนที่มูแลงรูจเป็นที่นิยมจนถึงทศวรรษ 1920 และเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากละครเวทีเรื่อง Can-can (1953) โดยโคล พอร์ตเตอร์ จัดแสดงที่บรอดเวย์ และเวสต์เอนด์ และภาพยนตร์ในปี 1960 นำแสดงโดยแฟรงก์ ซินาตรา และเชอร์ลี แมคเลน