11/19/2554

10 อันดับพืชที่มีแคลเซียมสูง

1. ใบยอ (จ.ปัตตานี) 841 มิลลิกรัม/100 กรัม
2. ใบชะพลู 601 มิลลิกรัม/100 กรัม
3. ผักแผว (จ.อุบลฯ) 573 มิลลิกรัม/100 กรัม
4. เห็ดลม 541 มิลลิกรัม/100 กรัม
5. ใบยอ 469 มิลลิกรัม/100 กรัม
6. มะขามสด 429 มิลลิกรัม/100 กรัม
7. แค (ยอด) 395 มิลลิกรัม/100 กรัม
8. ผักกะเฉด 387 มิลลิกรัม/100 กรัม
9. สะเดา (ยอด) 354 มิลลิกรัม/100 กรัม
10. สะแล 349 มิลลิกรัม/100กรัม



11/13/2554

เทศกาลปาส้มที่เมืองอีเวเรีย แคว้นพีดมอนต์ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี

 เทศกาลปาส้มเป็นเทศกาลต่อสู้ด้วยผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอีเวเรีย แคว้นพีดมอนต์ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในงานเทศกาลนี้จะประกอบไปด้วยผู้คนที่เข้ามาร่วมงานกว่า 3,000 คน จะมีผู้บังคับม้าให้ลากรถเกวียนที่บรรทุกกลุ่มอาสาสมัครใส่ชุดนวมและหมวกป้องกันเข้ามาอยู่กลางเมือง หลังจากนี้ไปก็เกิดการปาส้มระหว่างคนบนรถเกวียนกับคนที่ยืนอยู่ด้านล่างกันอย่างอลหม่าน
   เทศกาลนี้มีที่มาจากการที่ชาวเมืองทำการต่อต้านท่านเคาท์ราเนรีผู้ปกครองเมืองในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่มักข่มเหงชาวเมืองด้วยการลักพาตัวหญิงสาวสามัญชน ที่กำลังจะแต่งงานให้ไปเป็นภรรยาของตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเคาท์ราเนรีได้ไปลักพาตัว ไวโอเล็ตต้า ลูกสาวเจ้าของโรงโม่ข้าวไป ด้วยความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้า เธอจึงต่อสู้และสามารถตัดหัวของท่านเคาท์นำมาประจาน ทำให้ชาวเมืองต่างยินดี แต่เมื่อทหารทราบข่าวจึงรีบไปจับตัวไวโอเล็ตต้า ทำให้ชาวเมืองต่างช่วยกันปาหินใส่ทหารเหล่านั้น
   จนกระทั่งเหตุการดังกล่าวกลายมาเป็นประเพณีที่ต้องทำกันทุกๆปี เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้าที่ได้นำอิสรภาพมาสู่ชาวเมือง โดยในแต่ละปีก่อนถึงงานเทศกาล จะมีการคัดเลือกเด็กนักเรียนเพื่อให้มารับบทเป็นไวโอเล็ตต้า และมีการจัดหาอาสาสมัครให้ขึ้นไปบนรถเกวียนเพื่อเป็นตัวแทนทหารท่านเคาท์ด้วย

10 อันดับหญิงโหดที่โลกไม่ลืม


อันดับ10. ควีนแมรี่ ที่ 1 (Queen Mary I  ) (ค.ศ. 1516 – 1558)

รา ชินีแมรี่เป็นพระธิดาพระองค์เดียวใน กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 และพระนางแคทเธอรีน แห่งอารากอน พระองค์เคยเกือบที่จะสวรรคตในช่วงวัยทารกมาแล้วแต่รอดมาได้ และขึ้นครองราชย์สมบัติหลังจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 สิ้นพระชนม์ ด้วยการปลดราชินีเก้าวันอย่าง เลดี้เจน เกรย์ ออก และขึ้นครองราชย์แทน โดยราชินีแมรี่ชูนโยบายที่พระองค์เน้นเป็นพิเศษ คือการที่ทำให้ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่นับถือนิกายคาธอลิกอย่างเดียว พระองค์เลยคิดหาทางกำจัดพวกโปรแตสแตนท์ในประเทศให้หมดสิ้น โดยใช้หลายๆวิธี สาวกนิกายโปรแตสแตนท์ที่มีชื่อเสียงหลายคนถูกจับประหาร ทำให้พระนางมีนามหนึ่งว่า "Bloody Mary" หรือ "แมรี่บ้าเลือด" ซึ่งฉายานี้มาจากการจับสาวกนิกายโปรแตสแตนท์ ขึ้นแขวนคอบนตะแลงแกงในคราวเดียวกว่า 800 คน


อันดับ 9. ไมร่า ฮินด์ลีย์ (Myra Hindley) (ค.ศ.1942 – 2002)

ไม ร่า ฮินด์ลีย์ และคู่รัก เอียน เบรดี้ เป็นผู้ก่อคดี "Moors murdersฆาตกรรมแห่งท้องทุ่ง" โดยเหตุเกิดที่แถวเมืองแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักรในราวช่วงทศวรรษที่ 60 ฆาตกรโหดคู่นี้ถูกจับเพราะกระทำการลักพาตัว, ทารุณกรรมทางเพศ, ทรมานและฆาตกรรม เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 3 คน และเด็กวัยรุ่นอายุ 16 และ 17 ปี โดยหลักฐานที่พบประกอบด้วย เทปที่บันทึกระหว่างกำลังทำการฆาตกรรมที่มีเสียงผู้ตายกำลังกรีดร้อง ขณะที่ไมร่าและเบรดี้กำลังข่มขืนและทรมาน  ในระหว่างการสอบสวนและวันตัดสินเธอยังมีท่าทีกินลูกอมอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังทำท่าทางกร่างและแสดงความยโสโอหัง จนกลายเป็นลักษณะพิเศษที่เป็นที่จดจำของเธอ จนกลายเป็นบุคคลคนที่ชาวอังกฤษเกลียดชังที่สุดในประวัติศาสตร์ 


อันดับ 8. ราชินิ อิซาเบลล่า แห่ง แคสไทล์ (Isabella of Castile) (ค.ศ.1451 – 1504)

ราชิ นิอิซาเบลล่าที่ หนึ่ง แห่งสเปน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส กับพระสวามีของพระนาง กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งราชวงศ์อารากอน ทั้งสองพระองค์ร่วมกันมีส่วนในการรวมประเทศสเปน ภายใต้การนำของหลานชายของพระองค์ โดยแผนการรวมชาตินี้ ราชินิอิซาเบลล่าได้ แต่งตั้งให้ นายพล โทมาส เดอ ทอร์คิวมาดา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน (โดยวิธีทรมาน) รุ่นแรกๆ เป็นผู้บัญชาการในการสอบสวนทรมาน จนวันที่ 31 เดือนมีนาคม ค.ศ.1492 มีบันทึกว่าเป็นวันออกกฤษฎีกาแอลฮัมบราโดยมีคำสั่งให้ขับไล่ ชาวยิวและชาวมุสลิมออกนอกประเทศ นอกจากนั้นประชาชนราว 2 แสนคนที่หลงเหลืออยู่ในประเทศสเปน ถ้าไม่เปลี่ยนศาสนาจะถูกจับมาลงโทษอย่างทารุณ ในปี ค.ศ. 1974 สันตะปาปาพอลที่ 6 กล่าวถึงการกระทำของพระนางว่า" สมควรทำ" และอวยพร ให้พระนางเป็นนักบุญ ในโบสถ์นิกายคาทอลิก ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้า 


อันดับ 7. เบเวอรี่ เอลลิทท์ (Beverly Allitt) (ค.ศ. 1968-?)

เธอ ได้รับฉายาหนึ่งว่า " The Angel of Death หรือนางฟ้าแห่งความตาย !!!! " เบเวอรี่ เกล เอลลิท หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ชาวอังกฤษเป็นที่รู้จักกันดี เธอทำงานเป็นนางพยาบาลดูแลเด็กๆ และถูกจับในข้อหาฆาตกรรมเด็ก 4 คน และทำให้บาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน (ที่จริงมากกว่านั้น) โดยการฉีดสารอินซูลินหรือโพแทสเซียมที่ใช้เพื่อเร่งการทำงานของหัวใจมากเกิน ไป จนเด็กตายอย่างทรมาน ซึ่งปัจจุบันเธอยังถูกจองจำอยู่ในคุก เพราะที่ประเทศอังกฤษไม่มีโทษประหารชีวิต 


อันดับ 6. เบลล์ กันเนส (Belle Gunness) (ค.ศ.1859 - 1931)

เบลล์ กันเนส เจ้าของฉายา "A female Bluebeard  ผู้หญิงเคราน้ำเงิน" เป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุดในอเมริกา ด้วยส่วนสูง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) และหนักกว่า 200 ปอนด์ (91 กิโลกรัม) เชื้อชาตินอร์วีเจียนที่ตัวใหญ่และแข็งแรง โดยเธอใช้ร่างกายอันใหญ่ยักษ์นี้สังหารสามีของเธอทั้งสองคนและลูกๆทั้งหมด ของเธอโดยฆ่าเพื่อหวังเงินประกันชีวิต และขโมยทรัพย์สินเอามาเข้ากระเป๋าของเธอ นอกจากนั้นยังมีรายงานมากมายว่าเธอน่าจะฆ่าคนมากกว่าหนึ่งร้อยราย แต่เธอดันชิงฆ่าตัวตายก่อนโดยการเผาตัวเองพร้อมกับบ้าน แต่ผลชันสูตรศพของเธอนั้นหลายๆฝ่ายไม่เชื่อว่าศพนี้เป็นของเธอ เพราะศพนั้นเตี้ยกว่าส่วนสูงของเบลล์ถึงหกฟุตด้วยกัน ต่างกันถึงสองนิ้ว 


อันดับ 5. แมรี่ แอนน์ คอตต้อน (Mary Ann Cotton) (ค.ศ.1832 – 1873)

นาง แมรี่ แอนน์ คอตต้อน สตรีชาวอังกฤษ เป็นนักฆ่าต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์อีกรายหนึ่ง แต่งงานเมื่ออายุ 12 ปีกับ นายวิลเลียม มาวเบรย์ คู่แต่งงานใหม่นี้อาศัยที่พลีเมาท์ เมืองเดวอน ต่อมาพวกเขามีลูกด้วยกันห้าคน สี่คนตายเพราะโรคกรดในกระเพาะอาหารและปวดท้องอย่างรุนแรง จากนั้นพวกเขาก็ย้ายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังตามมา เมื่อลูกที่เลี้ยงตายถึงห้าคนในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ต่อมานายวิลเลียมก็ตายตามลูกๆ ไปด้วยโรคลำไส้ไม่ทำงานในเดือนมกราคม ปี 1865 ประกันสังคมของอังกฤษจ่ายเงินสินไหมชดเชยให้เธอถึง 35 ปอนด์สเตอริง  แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะต่อมา สามีคนที่สองของเธอ จอร์จ วาร์ด ก็เสียชีวิตเพราะปัญหาเกี่ยวกับลำไส้เช่นเดียวกับหนึ่งในลูกอีกสองคนที่ เหลือของเธอ ด้วยการตายถี่ของคนในครอบครัวแมรี่ทำให้มีการสอบสวนเกิดขึ้น จนพบว่า นาง แมรี่ แอนน์ มีความผิดฐานวางยาสามีสามคน, คู่รัก, เพื่อน, แม่ของเธอ, และลูกๆอีกหนึ่งโหล ทั้งหมดเสียชีวิตจากอาการป่วยที่ท้อง ผลคือเธอถูกแขวนคอที่ เดอร์แฮม เคนท์ตี้ กาออล ในวันที่ 24 เดือนมีนาคม ปี 1873 ด้วยข้อหาฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษสารหนู เธอตายอย่างช้าๆ เพราะเพชฌฆาตใช้เชือกแขวนคอสั้นเกินไปสำหรับการประหาร 


อันดับ 4. อิลซ่า คอชห์ (Ilse Koch) (ค.ศ.1906 – 1967)

ได้ รับฉายาเยอะจริงสำหรับผู้หญิงคนนี้ เช่น "the Witch of Buchenwald. นางแม่มดแห่งบูเชนวาล์ด" , "หญิงเลวแห่งบูเชนวาล์ด" เธอเป็นภรรยาของนายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกันของนาซีประจำค่ายบูเชนวาล์ด(1937-1941) และมาจดาเนค (1941-1943) เธอเป็นคนบ้าอำนาจมากและเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามี เธอก็มีเวลาว่างอันแสนสนุกสนานกับการทรมานและข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาว โฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความโลกีย์  ว่ากันว่ารอยสักตามร่างกายของเธอนั้นมาจากการสังหารคนในค่ายกักกันหนึ่งคน ต่อหนึ่งขีด (ขีดในร่างกายเธอมีประมาณ 250,000 ขีด!!) แต่ผลสุดท้าย เธอก็แขวนคอฆ่าตัวเองตายในเรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967 


อันดับ 3. เออร์ม่า เกรเซอ (Irma Grese) (ค.ศ.1923 -1945)

อีก หนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าภูมิใจ(ในความอัปยศ)ของนาซีในยุคหลัง เออร์ม่า เกรเซอ หรือ " of Belsen. หญิงเลวแห่งเบลเซ่น" เธอเป็นทหารรักษาการณ์ที่แคมป์กักกันเรเวนส์บรุคค์, ค่ายนรกเอาส์ชวิทซ์ และ เบอร์เย่น – เบลเซ่น ถูกย้ายมาประจำการที่เอาส์ชวิทซ์ในปี1943 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพลสำรองพิเศษหน่วยควบคุมดูแล ซึ่งเป็นยศที่ใหญ่เป็นลำดับที่สองของทหารหญิงในค่าย ในวันสิ้นปี เธอจับนักโทษหญิงชาวยิวกว่า 30,000 คน มาสนุกกับเกมส์อันพิศดารของเธอ ประกอบด้วย การทารุณกรรมเหล่านักโทษ โดยให้สุนัขที่ถูกฝึกฝนและกำลังหิวโหยกัด รวมถึงการทารุณกรรมทางเพศต่างๆจนนักโทษรับไม่ไหว การยิงปืนตามอำเภอใจ การตีอย่างทารุณด้วยแส้แบบเปีย และเลือกนักโทษเข้าห้องรมแก๊ส เธอชอบเรื่องซาดิสต์ทรมานคนมากๆ จนนักโทษหลายคนในค่ายรู้จักเธอดีในภาพลักษณ์หญิงใส่รองเท้าบูทหนัก และพกปืนสั้นเพื่อให้สะดวกในการทรมานนักโทษ 


อันดับ 2. แคทเธอรีน ไนท์ (Katherine Knight) (ค.ศ.1956 – ?)

แค ทเธอรีน ไนท์ สตรีชาวออสเตรเลียนคนแรกที่โดนโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการอุทธรณ์ เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าสามีเธออย่างโหดเ้ยมที่สุดเท่าที่โลกมีมา เธอเคยบดฟันปลอมของสามีเก่าคนหนึ่งของเธอจนแหลกละเอียด และปาดคอลูกสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ของสามีอีกคนหนึ่งก่อนจะเชือดตาของเขาออก  แต่ที่ดังที่สุดคือคดีฆ่า นายจอห์น ชาร์ล โธมัส ไพรซ์ เมื่อนายไพรซ์ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อจะขอหย่ากับนางแคทเธอรีน จนนางแคทเธอรีนโกรธแค้นมาก เลยใช้มีดแล่เนื้อ แทงนายไพรซ์จนถึงแก่ความตาย เขาถูกแทงอย่างน้อย 37 ครั้ง ทั้งหน้าและหลัง และหลายแผลถูกแทงทะลุอวัยวะภายในที่สำคัญหลายแห่ง จากนั้นเธอก็ถลกหนังเขา แล้วแขวนหนังที่ถูกถลกไว้กับขอบประตูห้องนั่งเล่น ตัดหัวเขาออกแล้วใส่ในหม้อซุป อบส่วนสะโพกบั้นท้ายของเขา แล้วเตรียมน้ำเกรวี่และผักเพื่อเป็นเครื่องเคียงเนื้ออบ โดยอาหารมื้อพยาบาทนี้ถูกปรุงขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ในบ้านกิน แต่โชคดีที่ตำรวจมาเจอก่อนที่เด็กๆจะกลับมาถึงบ้าน 


อันดับ 1.เอลิซาเบธ บาโธรี่ (Elizabeth Bathory )  (ค.ศ.1560-1614)

เธอ คือฆาตกรหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในฮังการีและของโลก ส่วนสาเหตุที่ทำให้เธอฆ่าคนเพราะคิดว่าถ้านำเอาเลือดมาชำระร่างกายผิวของเธอ จะสวยสดตลอดกาล!!!! โดยเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อมีข่าวลือหลายปีเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงชาวไร่ชาวนาหาย ไปในเขตการปกครองของพระองค์ จนกษัตริย์แมทเทียสที่ 2 ต้องออกมาทำการตรวจค้นที่ปราสาทของเธอ จนกระทั่งได้พบศพของเด็กหญิงที่ตาย อย่างโหดร้ายสุดจะบรรยาย เช่น ร่างพรุนด้วยเข็ม ศพไหม้ หรือศพโดนตัดแขนหรือขา หรือชิ้นส่วนสำคัญของร่างกายออก บางศพมีการบิดเนื้อบิดหน้า,แขน และส่วนเกี่ยวกับร่างกายอื่นๆ  และทำให้อดอาหารตาย โดยเหยื่อทั้งหมดถูกคิดว่าน่าจะมีตัวเลขที่เกินกว่าร้อยศพ แต่เนื่องจากสถานะเกี่ยวกับทางสังคมของเธอ โทษประหารจึงถูกละเว้น เหลือแต่ให้ขังตลอดชีวิตในห้องขังเดี่ยวๆ ใต้หอคอยแทนจนกระทั้งเธอขาดใจตายในที่สุด 

10 Horrible Deep Sea Creatures


Viperfish

The Viperfish (Mesopelagic - found at 80-1600 meters - about a mile down) is one of the most wicked looking sea monsters. Some of them are black as night all over with light organs (called photophores) in strategic places on their bodies, including one on a long dorsal fin that serves as a lure for the fish it preys upon. Some viperfish (and many other deep ocean fish species) don't have any pigment (color) at all - they're transparent. They also have enlarged eyes, presumably for gathering as much light as possible where there is little or no light at all. The light organs of this sea animal create lights by using a chemical process called bioluminescence.




Fangtooth

The fangtooth, also known as Anoplogaster cornuta, is another menacing looking creature that inhabits the deep waters of the ocean. Although it may look like a monster, it only grows to a size of about six inches in length. It has a short body and a large head. The fangtooth gets its name from the long, sharp, fang-like teeth that line its enormous, over-sized mouth. Its gruesome appearance has earned it the name, "ogrefish". The color of the adults ranges from dark brown to black. Juveniles look completely different. They are light gray in color with long spines on their heads. The fangtooth is an extreme deep-water species that lives at depths of about 16,000 feet. The pressure at these depths is intense and the water temperature is near freezing. Food here is scarce, so the fangtooth will eat just about anything it can find. Most of its meals probably fall from the upper depths of the ocean. The fangtooth is found throughout the world in temperate and tropical ocean regions including the waters off the coast of Australia.




Dragonfish

The Deep Sea Dragonfish, or Grammatostomias flagellibarba, is a ferocious predator in spite of its small size. It is one of many species known to inhabit the deep oceans of the world. This fish grows to about six inches in length. It has a large head and mouth equipped with many sharp, fang-like teeth. The dragonfish has a long barbel attached to its chin. This barbel is tipped with a light-producing organ known as a photophore. The dragonfish uses this organ like a fishing lure, flashing it on and off and waving it back and forth. Once an unsuspecting fish gets too close, it is snapped up in the dragonfish's powerful jaws. The dragonfish also has photophores along the sides of its body. These light organs may be used to signal other dragonfish during mating. They may also serve to attract and disorient prey fishes from deep below. The Dragonfish lives in deep ocean waters at depths of up to 5000 feet (1,500 meters). They are found in most tropical regions around the world.


Angler

The deep sea angler, known also as Melanocetus johnsoni, is a grotesque-looking fish that lives in the extreme depths of the ocean. Its round body resembles a basketball, and indeed, it looks like it could easily swallow one. It has a large mouth likes with sharp, fang-like teeth. Its appearance has earned it a second name of "common black devil". Despite its ferocious appearance, the angler only reaches a maximum length of about five inches. The angler gets its name from the long, modified dorsal spine which is tipped with a light producing organ known as a photophore. Like many other deep-water fish, the angler uses this organ like a lure to attract its prey. It will flash its light on and off while waving it back and forth like a fishing pole. When the prey fish gets close enough, the angler snaps it up with its powerful jaws. A strange fact about the deep sea angler is the fact that the male is smaller and different in appearance from the female, which is pictures above. The male of the species is about the size of a finger and has small hook teeth, which it uses to attach itself to the female. Once attached, its blood vessels join with that of the female and it will spend the rest of its life joined to her like a parasite, getting all of its nourishment from her body. If the male is unable to attach to a female, it will eventually dies of starvation. The deep sea angler is found throughout the world at depths of over 3000 feet.

Gulper Eel

The gulper eel, known scientifically as Eurypharynx pelecanoides, is perhaps one of the most bizarre looking creatures in the deep ocean. Its most notable attribute is the large mouth. The eel's mouth is loosely hinged, and can be opened wide enough to swallow an animal much larger than itself. The hapless fish is then deposited into a pouch-like lower jaw, which resembles that of a pelican. In fact, it is sometimes referred to as the pelican eel. The gulper's stomach can also stretch to accommodate its large meals. This giant mouth gives the eel its other common name of umbrellamouth gulper. The eel also has a very long, whip-like tail. Specimens that have been brought to the surface in fishing nets have been known to have their long tails tied into several knots. The gulper eel grows to a length of about two to six feet and is found in all of the world's oceans at depths ranging from 3000 to 6000 feet.

Giant Squid

The elusive giant squid, known to science as Architeuthis dux, is one of the world's largest animals, reaching a length of up to 60 feet. It is the largest known Invertebrates in the world. The giant squid is a mollusk and is member of the cephalopod class, which includes the octopus and other squids. Very little is known about these mysterious animals because none have been seen alive in the wild. Most of what we know about them comes from the bodies of dead squid that have washed ashore or been pulled up in fishermen's nets. These animals are carnivores, and will eat just about anything they can catch. During World War II, stories from the survivors of sunken ships tell of shipmates being eaten by these creatures in the dark of night. There have even been reports of giant squid reaching out of the water and pulling men off small boats. None of these reports have been officially verified, but they paint a picture of a powerful predator. The squid's eight long tentacles have strong suction cups, which they use to hold on to their prey. A sharp, powerful beak finishes off their helpless victim with eerieefficiency. The giant squid appears to be a favorite meal for the sperm whale. They have been found in the stomachs of dead whales and many these whales bear scars from the squid's suction-cupped tentacles.

Giant Isopod

The giant isopod, known scientifically as Bathynomus giganteus, is the largest known member of the isopod family. It is very closely related to the small pillbugs that you can find in the garden. It is a carnivorous crustacean that spends its time scavenging the deep ocean floor. Food is extremely scarce at these great depths, so the isopod has adapted to eat what ever happens to fall to the ocean floor from above. It will also feed on some of the small invertebrates that live at these depths.
Giant isopods are known to reach a size of over 16 inches in length and are one of the largest members of the crustacean family. These animals are very prehistoric in appearance. When threatened, the can roll themselves into a tight ball where they are protected by their strong, armor-plated shells. They have complex mouths that contain many components that work together to pierce, shred, and disembowel live or dead prey. Giant isopods are all over the world at depths of over 2000 feet.

Coffinfish

The coffinfish (B.melanostomus) has a flabby body and long tail that are both covered with small spines. It has a black mouth lining and an illicium (glossary) on the snout that can be lowered into a groove. This species grows to at least 10cm in length. B.melanostomus has been trawled in the Central to Eastern Indian Ocean at depths ranging from 1320m to 1760m. The name melanostomus comes from the Greek melanos meaning black and stoma meaning mouth. There are two genera in the family Chaunacidae; Bathychaunax and Chaunax. Bathychaunax differs from Chaunax by having a lower lateral line count, longer ilicium, a wider head, more widely spaced body spines and several skeletal characters.

Vampire squid

The vampire squid, known to scientists as Vampyroteuthis infernalis, looks more like something that swam out of a late-night science fiction movie. The squid has large fins at the to of its body that resemble large ears. It is very gelatinous in form, resembling a jellyfish more than the common squid. The vampire squid has the largest eyes of any animal. It is a small animal, growing to a length of about six inches, bit it has globular eyeballs as large as the eyes of a large dog. The vampire squid's body is covered with light-producing organs called photophores. This gives the squid the unique ability to "turn itself on or off" at will. When the photophores are off, the squid is completely invisible in the dark waters where it lives. These squid live as deep as 3000 feet. Unlike other squid and octopi, the vampire squid has no ink sack. The vampire squid's arms are covered with sharp tooth-like spikes. This gives the animal its name. One pair of arms has been modified into retractile filaments that can extend to twice the body length of the animal. The squid may use these arms to capture its prey. When threatened, the squid can draw its arms up over itself and form a defensive web that covers its body. The vampire squid can swim extremely fast for a gelatinous animal. It can reach a speed of 2 body lengths per second and can accelerate to this speed in only 5 seconds. If danger is present, it can make several quick turns in an attempt to escape its enemies. The vampire squid is found throughout the world in most tropical and temperate regions.

Long-nosed Chimaera

Biologists have gone to great lengths to describe the long-nosed chimaera, Harriotta raleighana, whose kind can reach five feet in length. Its stiletto-like nose reminded one of "the nose contour of a supersonic jet aircraft." Others have dubbed it "rattail," for obvious reasons. In South Africa, it is known as the "ghost shark," though it is only distantly related to sharks. A touch of the venomous spine on the first dorsal fin can kill a person, though such a fate is unlikely given the 8,000-foot depths at which this creature lives.





From : http://www.oddee.com

9/15/2554

100 อันดับเรื่องแปลก

1. ในโตเกียว ญี่ปุ่น โดยเฉลี่ยการเดินทางโดยรถจักรยานจะสามารถทำเวลาได้เร ็วกว่าการใช้รถยนต์ถึง 50นาที

2. มีรูปสัตว์ต่างๆชนิดกันในขนมปังคุ๊กกี๊กรอบแครกเกอร์ อยู่ 18 ชนิด

3. เจ้าฟ้าชายชาร์ล และ เจ้าชายวิลเลียมส์ไม่เคยเดินทางเสด็จไปในที่ต่างๆโดย ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันเลย

4. ร่างกายคนเราสร้างและทำลายเม็ดเลือดแดงถึง 15 ล้านเซลต่อวินาที

5. เคยสังเกตกันบ้างไม๊ในสำรับไพ่ไพ่คิงส์หัวใจจะเป็นคิ งส์ที่ไม่มีหนวด

6. จะไม่มีนาฬิกาบอกเวลาในบ่อนคาสิโนที่ลาสเวกัส สหรัฐฯ

7. มีเครื่องเล่นslot machine 1เครื่องในทุกๆ8คนของประชากรในลาสเวกัส สหรัฐฯ

8. Mona Lisa ไม่มีขนคิ้ว? อันเนื่องมาจากแฟชั่นสมัยเรเนอสซองค์ที่นิยมโกนคิ้วแ ละหน้าอก

9. ทุกวันจะมีธนาคารถูกปล้นถึง 20 ธนาคาร โดยเฉลี่ยแล้วจะได้เงินไป2,500$ต่อครั้ง

10. ชื่อที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้ตั้งเป็นชื่อแรกมากที่ สุดในโลกคือ มูฮัมหมัด(Muhammad)

11. จุดมุ่งหมายดั้งเดิมนั้นผ้าปูโต๊ะอาหารมีไว้เพื่อเป็ นผ้าให้กับแขกที่มาดินเนอร์ได้เช็ดมือและหน้าหลังรับ ประทานเสร็จ

12. นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวในประเทศไอซ์แลนด์ควรจะรู้ไ ว้ ว่าการให้ทิปในร้านอาหารนั้นถือเป็นการดูถูก เหยียดหยาม

13. หลาน4คนของป๊อบอายมีชื่อว่าอะไรกันบ้าง มี Pipeye, Peepeye, Pupeye, และ Poopeye

14. มีการใช้ชาอัดก้อนแทนการใช้เงินในไซบีเรียจนถึงศตวรร ษที่19

15. ในขณะกระจกแตก เศษแก้วจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 3,000ไมล์ต่อชั่วโมง

16. เครื่องบินโบอิ๊ง 747จะบรรจุเชื้อเพลิงได้ถึง57,285 gallons

17. ไวโอลิน 1 ตัวประกอบด้วยชิ้นส่วนของไม้ถึง 70ชิ้น

18. ต้องใช้เวลาถึง1ล้านปีเพื่อที่จะย่อยสลายแก้ว หรืออาจกล่าวได้ว่าแก้วเป็นวัสดุที่สามารถนำมารีไซเค ิลได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด

19. ไฟไหม่ป่าจะลุกลามไปทางด้านขึ้นเขาเร็วกว่าลามมาทางด ้านลงเขา

20. มากกว่าครึ่งของปริมาณหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ขายในโล กนั้นอยู่ที่อเมริกาและแคนาดา

21. ลิปสติกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีส่วนผสมของ เกล็ดปลา

22. ผลิตภํณฑ์แรกที่มีการนำรหัสราคาสินค้า Bar code มาใช้คือ หมากฝรั่งWrigleys

23. คุณจะไม่สามารถพับครึ่งกระดาษรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทบ ไปมาได้เกิน 7 ทบเลย

24. มีคนที่ถนัดซ้ายเสียชีวิตจากการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคน ถนัดขวามากกว่า 2,500คนต่อปี
25. ตึกเอมไพร์ สเตรทใช้ก้อนอิฐเป็นองค์ประกอบกว่า 10ล้านก้อน

26. จรเข้จะมีฟันงอกขึ้นมาทดแทนฟันเก่าเสมอ ไม่มีหมด

27. ดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าโลกเรานี้ 330,330เท่า

28. " Jiffy "คือหน่วยของเวลาที่1/100ของวินาที

29. เม่น เป็นสัตว์ที่ลอยน้ำได้

30. ประโยคที่ว่า"The quick brown fox jumps over a lazy dog" จะประกอบไปด้วยพยัญชนะของภาษาอังกฤษทั้งหมด

24.ตัวไม่ซ้ำกันเลย อันนี้จขกท.ว่าคงจะเป็น21ตัวมากกว่าอ่ะไม่รู้เหมือนก ันแฮะ แต่เค้าคงไม่รวมสระ a e i o u

31.คำในภาษาอังกฤษที่ยาวที่สุดที่ไม่ใช้อักษรซ้ำกันเ ลย( 15อักษร) คือคำว่า "uncopyrightable"

32. สถิติเวลาสูงสุดที่บันทึกไว้ว่าไก่ที่บินได้นานที่สุ ดคือ 13 วินาที

33. ฉี่ของแมว สามารถเรืองแสงได้ในแสงแบล็คไลท์

34. เก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ประหารนักโทษ ประดิษฐ์โดยทันตแพทย์

35. กังหันลมส่วนใหญ่จะหมุนตามเข็มนาฬิกา ยกเว้นกังหันลมในประเทศไอร์แลนด์ที่หมุนทวนเข็มนาฬิก า

36. หากก้มดูที่ซิป เห็นคำว่า YKK นั่นย่อมาจาก Yoshida Kogyo Kabushibibaisha ผู้ผลิตซิปรายใหญ่ที่สุดในโลก

37.40%ของกำไรที่McDonald ทำได้มาจากการขายชุดHappy Meals

38.ช๊อค โกแลตฆ่าสุนัขได้,เป็นความจริงที่ว่าช๊อคโกแล ตมี ผลต่อหัวใจและระบบประสาทของสุนัข,เพียงไม่กี่ออนซ์ก็ สามารถฆ่าสุนัขตัวเล็กๆได้แล้ว

39. เจ้าของคนแรกของบริษัท Marlboro Company ตายด้วยโรคมะเร็งในปอด

40. Leonardo da Vinciสามารถที่จะเขียนรูปด้วยมือข้างหนึ่ง และระบายสีด้วยมืออีกข้างหนึ่งไปพร้อมกันด้วย

41. มหัศจรรย์ตัวเลขหากคุณคูณ 111,111,111 X 111,111,111 ผลลัพท์ที่ได้คือ12,345,678,987,654,321

42. ในระหว่างการจาม ตาของคนเราจะปิดอยู่เสมอ

43. แมลงสาบสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ถึง10วันแม้จะไม่มีหั ว

44. ลูกดิ่งYo-Yos ครั้งหนึ่งเคยใช้มาทำเป็นอาวุธในประเทศฟิลิปปินส์

45. กรุงMexico Cityทรุดจมลง10นิ้วทุกๆปี

46. "Dreamt" เป็นคำเดียวในภาษาอังกฤษทีมีลงท้ายด้วย"mt"

47. สมองของคนเราจะตื่นตัวในขณะหลับมากกว่าในขณะดูที วี

48. คนอียิปต์โบราณจะนอนหนุนหัวด้วยหมอนที่ทำมาจากหิน

49. จนกระทั่งปี ค.ศ.1796 เคยมีรัฐอยู่รัฐหนึ่งในอเมริกาที่ชื่อ Franklin ซึ่งในปัจจุบันก็คือรัฐTennessee

50. โดยเฉลี่ยคนเราจะมีความฝัน1,460ครั้งต่อปี

51. Thomas Edison ผู้คิดค้นปะดิษฐ์หลอดไฟเป็นโรคกลัวความมืด

52. ภายใน1คืนตัวตุ่นสามารถขุดอุโมงค์ไปได้ไกลึง 300ฟุต

53. ฮิปโปโปเตมัส สามารถอ้าปากได้กว้างจนเด็กที่มีความสูงขนาด4ฟุตสามา รถเข้าไปอยู่ที่ปากมันได้อย่างส
บายๆ

54. โลกเรามีน้ำหนักราว 6,600,000,000,000,000,000,000ตัน(5,940 billion billion metric tons)

55. รัฐฟลอริดา เพียงแค่รัฐเดียวมีขนาดใหญ่กว่าประเทศอังกฤษทั้งประเ ทศ

56. มีนกมากกว่า 10,000ตัวต่อปีที่ตายจากการบินชนกระจกหน้าต่าง

57.มนุษย์เกิดมามีกระดูก 300ชิ้น แต่เมื่อเป็นเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะมีกระดูกเหลือเพียง2 06ชิ้น

58. กระดูกต้นขามนุษย์แข็งกว่าคอนกรีตเสียอีก

59. หัวใจของคนเรามีการเต้นมากกว่า 100,000ครั้งต่อวัน

60. อูฐเป็นสัตว์ที่มีเปลือกตาถึง3ชั้นเพื่อป้องกันแรงกร ะแทกจากพายุทะเลทราย

61. ในช่วงชีวิตคนเรา คนกินอาหารเข้าไปเทียบเป็นน้ำหนักได้เท่ากับ60,000ปอ นด์(27,000กก.)หรือเทียบไดเท่ากับช้าง6ตัว

62. ปลาโลมาสามารถหลับได้โดยเปิดตาไว้ข้างหนึ่ง

63. พบชิ้นส่วนของหมากฝรั่งที่มีอายุเก่าที่สุดในโลก มีอายุถึง9,000ปี

64. ในอวกาศ, มนุษย์อวกาศไม่สามารถร้องไห้ได้ อันเนื่องมาจากสภาพไร้น้ำหนักทำให้ำตาไม่สามารถไหลออ กจากตาได้

65. เมื่อ3,000ปีมาแล้ว,ชาวอียิปต์ส่วนใหญ่ตาเมื่ออายุ 30 ปีเท่านั้น

66. คนส่วนใหญ่ใช้แปรงสีฟัน สีน้ำเงิน มากกว่า สีแดง

67. แรงลมที่ออกจากปากคนโดยการจามสามารถวัดความเร็วที่ออ กจากปากคนเรามากกว่า 100ไมล์ต่อชั่วโมง

68. ในโลกนี้มีปรากฏการณ์ฟ้าผ่าเกิดขึ้นราวๆ 6,000ครั้งต่อนาที

69. นกเค้าแมวเป็นสัตว์ตระกูลนกชนิดเดียวที่เห็นสี น้ำเงิน

70. เป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หากทำการปิดประตูรถเสียงดังโครม คราม
71. ตัวแมงกระพรุนมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่สูงถึง 95 %

72. ช้างเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่กี่ชนิดที่ไม ่สามารถ กระโดด ได้

73. เพนกวินเป็นนกชนิดเดียวที่สามารถว่ายน้ำได้ แต่บินไม่ได้

74. จำนวน1ใน4 ของกระดูกมนุษย์อยู่ที่เท้า

75. คนชื่อ Charles Osborne คือคนที่จามมาแล้วกว่า 69 ปี

76. ยีราฟสามารถทำความสะอาดหูของมันด้วยการใช้ลิ้น(ที่มี ความยาวถึง 21นิ้ว)

77. การเคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วยในขณะหั่นหัวหอมจะช่วยลดการ น้ำตาไหล

78. ค้างคาวจะบินเลี้ยวซ้ายเสมอเมื่อบินออกจากถ้ำ

79. มนุษย์เรามีการกระพริบตามากว่า 10 ล้านครั้งต่อปี

80. ในปี ค.ศ.พระสันตปาปา จอห์นปอลที่2 มีชื่อเดิมว่า "Honorary Harlem Globetrotter"

81. เพียงแค่น้ำมันเครื่องใช้แล้ว 1 แกลลอนจะทำความเสียหายกับน้ำสะอาดได้ถึง 1 ล้านแกลลอน

82.ฝุ่นละอองภายในบ้านส่วนใหญ่มาจากผิวหนังที่หมดอาย ุขอ งคนที่หลุดลอกออกมา

83.โดยเฉลี่ยคนเรา หัวเราะ 13 ครั้งต่อวัน

84.ผู้ชายจะถูกฟ้าผ่ามากกว่าผู้หญิงถึง 6เท่า

85.คำในภาษาอังกฤษทั้งหมด , คำว่า "set" เป็นคำที่มีคำอธิบาย คำจำกัดความมากที่สุด (ไม่เชื่อไปเปิดพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยดูซิ)

86. สาเหตุของการสำลักติดคอของคนอเมริกันส่วนใหญ่มาจาก ไม้จิ้มฟัน

87.ตัวอักษรในภาษาอังกฤษที่มีการใช้มากที่สุดคือ ตัว "E" ส่วนตัวที่ใช้น้อยที่สุดคือ ตัว "Q"

88. ในโลกนี้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 50,000ครั้งต่อปี

89. ลายจมูกสุนัขสามารถนำมาใช้จำแนกตัวตนของสุนัขได้เช่น เดียวกับลายนิ้วมือของคน

90. หากนำแต้มขอของลูกเต๋าที่อยู่ตรงข้ามกันมาบวกกันจะได ้เท่ากับ 7เสมอ

91. วัวกระทิง ตาบอดสี เพราะฉนั้นการที่มันวิ่งเข้าชาร์จมาธาดอร์จึงไม่ได้ม าจากการโบกผ้าสีใดๆเลย

92.จากการศึกษาพบว่า แอบเปิ้ล มีประสิทธิผลในการแก้ง่วงนอนในตอนเช้าได้ดีกว่าคาเฟอ เสียอีก

93. กบมีพิษที่ชื่อว่า poison-arrow มีพิษรุนแรงที่สามารถฆ่าคนได้ถึง 2,200 คนเลยทีเดียว

94. โดยเฉลี่ยภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกจะมีน้ำหนักประมาณ 20 ล้านตัน

95. กลิ่นของกล้วยและ/หรือแอปเปิ้ลเขียว(กลิ่นเท่านั้น ไม่ใช่กินเข้าไปนะ) มีสรรพคุณสามารถช่วยลดน้ำหนักได้

96. หลังแมลงวันกินอาหารแล้ว มันจะขย้อนออกมาแล้วจึงกินกลับเข้าไปอีกครั้ง

97. ก้อนทองคำขนาดเท่ากล่องไม้ขีด สามารถนำมาตีให้เป็นแผ่นแบนได้เท่ากับขนาดสนามเทนนิส


98. ชื่อเดิมของผีเสื้อ(Butterfly)คือ "Flutterby" !

99. Ernest Vincent Wright เขียนนวนิยายเรื่อง "Gadsby",ซึ่งมีคำมากกว่า50,000คำ แต่เหลือเชื่อที่ไม่มีคำใดเลยที่ใช้อักษร "E"

100. เล็บนิ้วมือจะงอกได้เร็วกว่าเล็บเท้าเกือบ4เท่า

9/03/2554

ทะเลสาบใต้ดินที่สวยที่สุดในโลก

ลึกลงไปใต้ผิวโลก ที่ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์ยากที่จะส่องถึง โลกแห่งแสงระยิบระยับ อัญมณีมีค่า ถ้ำหินปูน และภูเขา ธรรมชาติอันโดดเดี่ยว ภายในโลกที่เติมแต่งแข่งกับจินตการที่เราจะนึกถึง ทะเลสาบที่ยังคงอยู่อย่างสงบนิ่ง แม่น้ำและลำธารเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดถ้ำมากมายที่เชื่อมต่อกัน
อย่างไร้ขอบเขต

การค้นหาสิ่งมี่อยู่ใต้ดินอันน่าพิศวงผ่านภาพเหล่านี้ที่ได้รวบรวมทะเลสาบใต้ดินจำนวนหนึ่งที่สวยที่สุดของโลก
Mellisani Caves, กรีซ

ทะเลสาบใต้ดินในถ้ำ Mellisani ใกล้ๆ กับ Kefalonia ถูกพบเมื่อผนังถ้ำแตกออกเพราะแผ่นดินไหวในปี 1953

Cheddar Gorge Caves

Cheddar Gorge คือหุบเขาที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษและที่ถูกพบภายในถ้ำ Cheddar Caves ในปี 1903 คือกระดูกมนุษย์สมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ มีอายุกว่า 9,000 ปีแล้ว

Hamilton Pool

Hamilton Pool อยู่ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เกิดจากโดมใต้ดินของถ้ำพังทลายกลายเป็นบ่อน้ำธรรมชาติอย่างที่เห็น

Reed Flute Cave

Reed Flute Cave ในกุ้ยหลิน ประเทศจีน ถูกค้นพบในสมัยราชวงศ์ถังเมื่อประมาณ 1,300 ปีก่อน

Luray Caverns, Virginia

หินย้อยที่ตกแต่งบนหลังคาถ้ำทำให้เกิดเงาสะท้อนในน้ำที่สวยงาม

Wookey Caves

ตามตำนานเคยมีมนุษย์หินอาศัยอยู่ใน Wookey Caves ใน Somerset ประเทศอังกฤษ

Lechuguilla Cave

Lechuguilla Cave ใน Carlsbad Caverns National Park รัฐนิวเม็กซิโก เป็นถ้ำที่ยาวที่สุดเป็นนอันดับห้าที่ถูกค้นพบ มีความยาว 120 ไมล์และลึก 489 เมตร ลึกที่สุดในทวีปอเมริกา

Macan Che

ทะเลสาบใต้ดินใกล้กับ Macan Che บนคาบสมุทรยูคาตันนี้ที่ชาวมายันถือเป็นหนึ่งในของขวัญจากพระเจ้าและถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

Mexico

หินปูนที่ไหลลงพื้นทะเลสาบใต้ดินในเม็กซิโกดูเหมือนน้ำตกที่กลายเป็นหิน

Banff, แคนาดา

น้ำตกเล็กๆ ใน Banff ประเทศแคนาดา จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะทำเกิดทะเลสาบใต้ดินนี้ได้


ที่มา http://www.binscorner.com/pages/b/beautiful-underground-lakes.html#
        http://www.mundoyo.com/Journal/?j=1351