10/31/2555

วันฮาโลวีน

                   
                   วันฮาโลวีน (ภาษาอังกฤษ ; Halloween) เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น (jack-o'-lantern)
การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน

[แก้]ประวัติ

วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาว เคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป
โคมรูปฟักทอง แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น
บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา "คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง" เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ' (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น
การเล่น trick or treat ตามบ้านคน
ส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ 'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก' แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง 'การหยุดยั้งความชั่ว' Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลฉะนี้
ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกาคือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็ก ๆ เฝ้ารอคอย ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทองและตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆไว้เตรียมคอยท่า ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซีเป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า "Trick or treat?" เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็ก ๆ ได้ขนมในที่สุด

[แก้]

9/23/2555

หาดสีแดง (Red Beach)


"เรดบีช" (Red Beach) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "หาดสีแดง" สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและกำลังเป็นที่ฮือฮากันมากในปัจจุบัน โดยหาดแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่ใหญ่ในเขตเมืองผานจิ่น (Panjin) เมืองในมณฑลเหลียวหนิง (Liaoning Province) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยปรากฏการณ์หาดสีแดงนั้นเกิดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่งที่เติบโตได้ดีในดินเค็ม

      ในช่วงฤดูร้อนคือช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมสาหร่ายจะยังเป็นสีเขียว หลังจากนั้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสาหร่ายจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดงซึ่งกินพื้นที่กว่า 100 ตารางกิโลเมตร เวลานี้เองชายหาดทั้งหาดจะถูกปกคลุมไปด้วยพรมแดงที่ไม่มีที่สิ้นสุด ก่อเกิดเป็นภูมิทัศน์ทะเลสีแดงที่หาได้ยากยิ่ง

      นอกจากความงดงามทางธรรมชาติแล้วนั้น ชายหาดสีแดงแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่านกนานาชนิดเช่น นกป่า , นกกระเรียน และนกนางนวล ปัจจุบันชายหาดแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ 












Credit  http://webboard.sanook.com/forum/?topic=3644250

9/01/2555

ความหมายของชื่อประเทศในอาเซียน



ความหมายของชื่อประเทศในกลุ่มอาเซียน

ประเทศไทย

1. ไทย : ราชอาณาจักรไทย
ความหมาย อิสระ ไม่ตกเป็นทาสใคร ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก และเป็น 1 ในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก เช่นเดียวกับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก

กัมพูชา

2. กัมพูชา : 
ความหมาย ชื่อประเทศมาจากภาษาเขมรโบราณ คำว่า Kambuja (Kambujadesa; कम्बोजदेश :"ดินแดนแห่ง Kambuja")



3. บรูไน : บรูไนดารุสซาลาม
ความหมาย เป็นไปได้ว่ามาจากคำว่า Barunah ซึ่งเป็นภาษามาเลย์แปลว่าสุดยอดหรือเยี่ยมยอด หรือ เป็นชื่อที่ถูกเปลี่ยนในสมัยคริสตศวตรวรรษที่ 14 อาจมาจากคำว่า varunai (वरुण) ที่มีความหมายว่า ชาวเรือทะเล ต่อมาก็กลายเป็นบรูไน ส่วนคำว่าเกาะบอร์เนียวก็มาจากสาเหตุของชื่อประเทศบรูไนเหมือนกันกัน (ประเทศบรูไนตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว) ส่วนคำว่าดารุสซาลาม เป็นภาษาอาหรับหมายถึง ที่พำนักของสันติภาพ

ประเทศพม่า

4. เมียนมาร์ : ปี่เด่าง์ซุ ซามาดา มยะหม่า ไหน่หงั่นด่อ
ความหมาย คำว่ามยะ หมายถึง เร็ว หม่า แปลว่าแข็งแรงทนทาน ส่วนชื่อบะพม่า (พม่า) มาจากภาษาสันกฤษตว่า Brahmadesh (ब्रह्मादेश) แปลว่า ดินแดนของพระพหรม

ฟิลิปปินส์

5. ฟิลิปปินส์ : Pilipinas ปิลิปินัส
ความ หมาย ดินแดนของพระเจ้าฟิลิป (พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนครองราชย์ระหว่าง วันที่ 25 กฎกฏาคม ค.ศ. 1554 – 13 กันยายน ค.ศ. 1598 รวม 44 ปี 50 วัน) ซึ่งสเปนเป็นผู้ยึดครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้น และตั้งชื่อเกาะตามพระนามพระเจ้าฟิลิปที่ 2 เพื่อเป็นการให้เกียรติแด่พระองค์

มาเลเซีย

6. มาเลเซีย : Malaysia มาเลเซีย
ความหมาย คำว่ามลายา มาจากภาษาทมิฬ/ สันสกฤต மலை/मलै (มาเล/มาลัย) แปลว่าเนินเขา และคำว่า ஊர்/उर् ยู/ยา ที่แปลว่าเมือง มลายาจึงมีความหมายว่าเมืองเนินเขา และนำคำว่า ละติน/กรีก คำว่า เซีย -sia/-σία, หมายถึงแผ่นดิน คำว่ามาเลเซียจึงมีความหมายว่าแผ่นดินของชาวมาเลเซีย ชื่อของประเทศมาเลเซียถูกตั้งขึ้นเมือ พ.ศ. 2506 โดยมีความหมายรวมเอาสหพันธรัฐมาลายา สิงค์โปร์ ซาบาห์ ซาราวัก และบรูไนเข้าด้วยกัน คำว่า มาเลเซียนี้เดิมเคยถูกใช้เป็นชื่อเรียกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วน ที่เป็นหมู่เกาะมาก่อน ซึ่งปรากฏหลังฐานจากแผนที่ที่ตีพิมพ์ในชิคาโกเมื่อปีพ.ศ. 2457 ในการตั้งชื่อประเทศมาเลเซียนั้นมีการนำเสนอชื่ออื่นๆ มากมาย แม้แต่ชื่อลังกาสุกะ ก่อนที่จะได้ผลสรุปให้ใช้ชื่อมาเลเซีย



7. ลาว : ສາທາລະນະລັດປະຊາທິປະໄຕປະຊາຊົນລາວ สาทาละนะลัต ปะซาทิปะไต ปะซาซนลาว
ความหมาย อาจจมาจากคำอินเดียโบราณว่า lava (लव). (Lava เป็นชื่อลูกแฝดชายของพระราม) หรือมาจากคำว่าอาณาจักร “อ้ายลาว"

เวียดนาม

8. เวียดนาม : Việt Nam เหวียตนาม
ความ หมาย ชื่อประเทศของชาวเวียด ในช่วงที่เวียดนามเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสนั้น เวียดนามีชื่อว่าประเทศอันนัม และได้ชื่อประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อ ปี ค.ศ. 1945 ชาวเวียดนามชอบท่องคำขวัญสมัยใหม่ว่า เสียดนามเป็นชื่อประเทศ มิใช่สงคราม ในภาษษจีน 越 (ภาษาเวียดนามอ่านออกเสียงว่า เหวียต) หมายถึงไกลออกไป ส่วน 南 (เวียดนามออกเสียงว่านาม) หมายถึงทิศใต้ คงหมายถึง ประเทศที่อยู่ทางใต้ของจีนอย่างเวียดนาม

สิงคโปร์

9. สิงคโปร์: Singapura ซีงาปูรา
ความ หมาย มาจากภาษาสันสกฤตคำว่า สิงหะปุระ (सिंगापोर)แปลว่า เมืองสิงโต เดิมมีซีงาปูราชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค) มีกษัตริย์ปกครอง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ แต่สิ่งที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นที่จริงแล้วมันคือเสือพื้นเมืองต่างหาก ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา ส่วนซีงาปูรา เป็นภาษามาเลย์ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของสิงคโปร์ เรียกประเทศสิงคโปร์

อินโดนีเซีย

10. อินโดนีเซีย : Indonesiaอินโดเนเซีย
ความ หมาย มาจากภาษากรีกคำว่า Ινδόνησιά หมายถึงหมู่เกาะอินเดีย เป็นคำที่ถูกคิดขึ้นในสมัยคริสตศวตวรรษที่ 19 เพราะชาวยุโรปก่อนหน้านี้เรียกอินโดนีเซียว่า East Indies คืออินเดียตะวันออก

ประเทศอาเซียน

ขอบคุณที่มาจากเพจ ฅนเป็นครู

6/28/2555

วันชาติฝรั่งเศส




                 วันชาติฝรั่งเศสตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันแห่งการปฎิวัติการปกครองจากระบบเจ้าขุนมูลนายไปสู่การปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยประชาชนทั่วทั้งประเทศได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองแบบยุกโบราณจนกระทั้งได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรกจากบุกเข้าทลายคุกบาสติลที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ประชาชน เมื่อ 209 ปีก่อนและนำไปสู่การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ โดยสมัชชาแห่งชาติได้กำหนดโครงสร้างกฏหมายฉบับใหม่ที่ยกเลิกการให้ความมีเอกสิทธิ์ ขจัดเรื่องสินบนและล้มเลิกระบบฟิวดัล(ระบบศักดินา) จากนั้นต่อมาจึงมีการจัดงานฉลองแห่งชาติขึ้นเรียกว่า "The Feast of the Federation" เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์จลาจลที่กองกำลังแห่งชาติจากทั่วประเทศได้เดินทางรวมพลกันที่ "Champs-de-Mars" ในกรุงปารีส 



            แต่พอหลังจากนั้นการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ของวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2332 ก็ต้องหยุดไปเนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศยังคงไม่สงบเกิดสงครามปฏิวัติขึ้นหลายครั้งในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ.2335-2345 และมาในสมัย "the Third Republic*"นี้เอง รัฐบาลจึงได้มีความคิดที่จะรื้อฟื้นการจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศสขึ้นมาใหม่ โดยมีการผ่านร่างกฎหมายฉบับเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2423 ขึ้นมา ซึ่งกำหนดให้วันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น "วันชาติฝรั่งเศส"และได้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งแรกขึ้นในปีเดียวกันนั้น

          ทั้งนี้งานจะเริ่มตั้งแต่ค่ำของวันที่ 13 โดยจะมีการแห่คบเพลิงและล่วงเข้าวันรุ่งขึ้นเมื่อระฆังตามโบสถ์วิหารต่าง ๆ หรือเสียงปืนดังขึ้นนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่างานฉลองได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เริ่มจากริ้วขบวนการสวนสนามของเหล่าทัพ จากนั้นเมื่อถึงช่วงเวลากลางวันประชาชนจะร่วมฉลองด้วยการเต้นรำอย่างรื่นเริงสนุกสนานไปตามท้องถนนและมีการจัดเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริกจนถึงเวลาค่ำ ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการจุดพลและการละเล่นดอกไม้ไฟที่ถือประเพณีปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีสิ่งสร้างความบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมายที่จัดขึ้นทั่วประเทศทั้งการจัดการแข่งขันกีฬา การจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า โดยไม่มีชาวฝรั่งเศสคนใดจะละเลยไม่นึกถึงและร่วมฉลองในวันสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศครั้งนี้

วันชาติอเมริกา Independence day

            4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319 วันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day) โดยอาณานิคมของสหราชอาณาจักร 13 แห่งในดินแดนอเมริกาได้ออก "คำประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร" (Declaration of Independence) ต่ออังกฤษ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ชื่อว่า "สหรัฐอเมริกา" (United State of America) ขึ้น ผู้ร่างคำประกาศดังกล่าวคือ โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศ 
            
            คำประกาศดังกล่าวได้กลายเป็นพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ ดินแดนแถบนี้ได้มีชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือ "อินเดียนแดง" (Indian) อพยพมาจากทวีปเอเชียเมื่อกว่า 25,000 ปีมาแล้ว จากนั้น นักสำรวจชาวสเปนได้เดินเรือมาสำรวจทางภาคใต้และตะวันตกเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 ในปี 2150 ชาวอังกฤษกลุ่มแรกได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมือง เจมส์ทาวน์ (Jamestown) จากนั้นชาวยุโรปกลุ่มอื่น ๆ ได้อพยพตามเข้ามาพร้อมกับนำทาสผิวดำจากแอฟริกาเข้ามาด้วย แล้วขยายออกไปทางด้านตะวันตกอย่างรวดเร็ว โดยการขับไล่ชาวอินเดียนแดงให้ถอยร่นออกไป 


          หลังจากประกาศอิสรภาพแล้วก็ได้เกิด สงครามกลางเมือง (American Civil War) ขึ้นในปี 2319-2326 ระหว่างรัฐฝ่ายใต้ทั้ง 13 รัฐที่ต้องการเอกราช กับ 21 รัฐฝ่ายเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังจากชัยชนะของฝ่ายใต้ อังกฤษจึงยอมรับประเทศใหม่นี้ จากนั้นสหรัฐอเมริกาก็แผ่ขยายอาณาเขตของตนเองจนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงกว่า 4 เท่าตัว ประกาศรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2330 ซึ่งยังคงใช้มาจนปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีอำนาจทางการเงินและการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกามีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากรัสเซีย แคนาดา และจีน เมืองหลวงคือวอชิงตัน, ดี.ซี. (Washington, D.C.) มีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยมลรัฐ (State) 50 มลรัฐ แต่ละรัฐจะรับผิดชอบในการออกกฎหมายของตนเอง ปกครองในรูปแบบ สหพันธรัฐ (Federal Republic) ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสรี โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 300 ล้านคน (พ.ศ. 2550) ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ หน่วยเงินตราดอลลาร์สหรัฐ (USD หรือ $ )

C'est ma journée !! :))



Le samedi juin 2012


         Je me révaille à 5h40 du matin. Je me douche à 6h et je

me m'habille à 6h30.

Puis,je prends mon petit déjuener. Je vais à lycèe à 7h15 en voiture avec ma mère.

Je déjeune à la cantine avec mon amie.

Je vais chez moi en bus à 16h.

Le soir,nous dînons en famille et nous redardons un film.

Je me couche à 22h


           Voilà,c'est ma journée.






6/10/2555

นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง

นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง

 สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง
 เปรียบประดุจศูนย์บัญชาการการทำงานของร่างกาย
 การรู้จักบำรุงดูแลรักษาสมองให้ปฏิบัติงานได้ดี
 จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม
 บ่อยครั้งเรากลับมีพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองของตัวเองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์


 ลองมาดูกันว่าอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมทำร้ายสมอง
 1. ไม่ทานอาหารเช้า นอกจากทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำแล้วยังเป็นเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
 2. กินอาหารมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
 3. สูบบุหรี่ เป็นสา-เหตุให้สมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์
 4. ทานของหวานมากเกินไป ของหวานจะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
 5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมล-ภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
 6. การอดนอน ถ้าอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
 7. นอนคลุมโปง การนอนแบบนี้จะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองไปในตัว
 8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะกำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
 9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
 10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมองนิสัยทำร้ายสมองทั้งสิบอย่างนี้คัดมาฝากกันจาก “ต้นคิด” จดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เพื่อจะได้ช่วยกันหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสมองของตัวเอง.

 Credit : azooga.com