12/07/2554

วันคริสต์มาส


ตำนานวันคริสต์มาส

          คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

          เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร

           ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

          เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม


องค์ประกอบในงานคริสต์มาส

 ซานตาครอส
เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี
 

          นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา

          ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง

 ถุงเท้า           จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง


 ต้นคริสต์มาส
          นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก
          โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย

          ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส


 ต้นฮอลลี่

          ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์


 ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia
          ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส
 ดอกคริสต์มาส Christmas Rose
          มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง

 เพลงวันคริสต์มาส          เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่

          เพลงคริสตมาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night

          ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้องไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปให้เพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั่นเอง และเล่นเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
 คำอวยพรวันคริสต์มาส
          ในวันคริสต์มาสเรามักจะใช้คำอวยพรให้แก่กันและกันว่า Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า "สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ และได้จัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษที่ 4 และค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป

 สีประจำวันคริสต์มาส
สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย
          สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี

          สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง

          สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส

          สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว


 การทำมิสซาเที่ยงคืน          การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส
 เทียนและพวงมาลัย

         พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้

 ระฆังวันคริสต์มาส
          เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข


 ดาว
          ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star" มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม

 เครื่องประดับและแอปเปิ้ล                          

          ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ


 ของขวัญวันคริสต์มาส
                     
          การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ

          ทั้งหมดนั้นก็คือการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย และเป็นเทศกาลที่นำความสุข สนุกสนาน มาสู่หมู่มวลมนุษย์ 

10 เทศกาลแปลกน่าสนุกทั่วโลก

10) เทศกาลกระเทียม



เทศกาลกระเทียม เมืองกอลรอย รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ จัดขึ้นทุกเดือนกรกฎาคม มีที่มาจากการที่ ดร.รูดี้ เมโลน อธิการบดีวิทยาลัยแห่งหนึ่งโกรธที่เมืองเล็ก ๆ ในฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง อ้างตัวว่าเป็นเมืองหลวงแห่งกระเทียม จึงต้องการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า เมืองกิลรอย คือเจ้าของตำแหน่งที่แท้จริง ด้วยการจัดงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับกระเทียม มีตั้งแต่อาหาร ดนตรี และงานศิลปะ 

9) เทศกาลทาสีวัว




เทศกาลทาสีวัว ของลักเซมเบิร์ก ตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงเดือนกันยายน ชาวเมืองจะนำวัวมาตกแต่งตลอดฤดูร้อนตามแต่จินตนาการ วัวบางตัวถูกแปลงโฉมเป็นม้าลาย บางตัวถูกวาดด้วยทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์

8) เทศกาลปาส้มอีเวรี



เทศกาลปาส้มอีเวรี ของอิตาลี จัดขึ้นทุกเดือนกุมภาพันธ์ มีที่มาจากการที่ชาวเมืองลุกฮือขึ้นต่อต้านผู้ปกครองที่โหดร้ายโดยจับตัดศีรษะ ส่วนองครักษ์ถูกขว้างก้อนหินจนตาย ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ส้มแทนก้อนหิน เพื่อลดผลผลิตล้นตลาด


7) เทศกาลสงกรานต์



เทศกาลสงกรานต์ จังหวัดเชียงใหม่ ของไทย จัดขึ้นทุกเดือนเมษายน คนเป็นแสนจะฉีดน้ำและสาดน้ำใส่กันอย่างสนุกสนาน ที่มาของเทศกาลค่อนข้างจริงจัง เพราะน้ำเป็นสัญลักษณ์ของการชำระจิตใจให้ใสสะอาดก่อนเข้าสู่ปีใหม่


6) เทศกาลโยนอุจจาระกวางมูส



เทศกาลโยนอุจจาระกวางมูส เมืองทัลคีทนา รัฐอะแลสกา ของสหรัฐ จัดขึ้นทุกเดินกรกฎาคม ชาวบ้านจะเร่ขายงานศิลปะและเครื่องประดับทำจากอุจจาระกวางมูส และมีการแข่งขันขึ้นบอลลูนโยนอุจจาระกวางมูสก้อนใหญ่ลงไปที่เป้าหมายที่มีตัวเลขกำกับไว้


5) เทศกาลแข่งขันตัดขนแกะโกลเดนเชียร์



เทศกาลแข่งขันตัดขนแกะโกลเดนเชียร์ เมืองมาสเตอรอน ของนิวซีแลนด์ จัดขึ้นทุกเดือนมีนาคม มีผู้เข้าร่วมประลองฝีมือตัดขนแกะจำนวนมาก นับตั้งแต่จัดขึ้นในปี 2504 จนหลายครั้งทางการนิวซีแลนด์ ต้องขอให้ทหารมารักษาความเรียบร้อย 

4) เทศกาลเซา ชูเอา



เทศกาลเซา ชูเอา เมืองปอร์โต ของโปรตุเกส จัดขึ้นทุกเดือนมิถุนายน เป็นหนึ่งในเทศกาลที่คึกคักที่สุดของยุโรป ทั้งเมืองจะจุดไฟสว่างไสว ตกแต่งประดับประดาสวยงาม กินดื่มกันอย่างสนุกสนาน และหากพบเพศตรงข้ามที่ต้องตาต้องใจ ให้ใช้ค้อนพลาสติกขนาดใหญ่ทุบศีรษะเธอหรือเขาคนนั้น


3) เทศกาลกบ


เทศกาลกบ เมืองเรยน์ รัฐลุยเซียนา ของสหรัฐ จัดขึ้นในวันสุดสัปดาห์ของวันแรงงาน แต่ละปีจะมีคนมากถึง 50,000 คน มาร่วมเฉลิมฉลองให้กบ มีทั้งการแข่งขัน การเล่นดนตรี และปิดท้ายด้วยการกินกบ

2) งานกลิ้งชีสประจำปีที่เนินเขาคูเปอร์




งานกลิ้งชีสประจำปีที่เนินเขาคูเปอร์ เมืองกลอสเตอร์ ของอังกฤษ จัดขึ้นทุกเดือนพฤษภาคม ให้ผู้เข้าแข่งขันรอบละ 20 คน กลิ้งชีสกลมขนาด 8 ปอนด์ (ราว 3.6 กิโลกรัม) ลงจากเนินเขา แล้วไล่ตามเก็บเป็นระยะทาง 30 หลา (ราว 27.5 เมตร) หลายคนได้แผลถลอก ข้อเท้าพลิก กระดูกหักเป็นรางวัลกลับบ้าน

1) เทศกาลปามะเขือเทศ



เทศกาลปามะเขือเทศ เมืองบูโยล ของสเปน จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม เป็นเทศกาลสงครามอาหารใหญ่ที่สุดในโลก รถบรรทุกมะเขือเทศสุก 90,000 ปอนด์ (ราว 40,000 กิโลกรัม) ให้ผู้ร่วมงานขว้างปากันอย่างสนุกสนานหมดภายใน 1 ชั่วโมง จนแต่ละคนเลอะเทอะไปด้วยมะเขือเทศ 

11/19/2554

10 อันดับพืชที่มีแคลเซียมสูง

1. ใบยอ (จ.ปัตตานี) 841 มิลลิกรัม/100 กรัม
2. ใบชะพลู 601 มิลลิกรัม/100 กรัม
3. ผักแผว (จ.อุบลฯ) 573 มิลลิกรัม/100 กรัม
4. เห็ดลม 541 มิลลิกรัม/100 กรัม
5. ใบยอ 469 มิลลิกรัม/100 กรัม
6. มะขามสด 429 มิลลิกรัม/100 กรัม
7. แค (ยอด) 395 มิลลิกรัม/100 กรัม
8. ผักกะเฉด 387 มิลลิกรัม/100 กรัม
9. สะเดา (ยอด) 354 มิลลิกรัม/100 กรัม
10. สะแล 349 มิลลิกรัม/100กรัม



11/13/2554

เทศกาลปาส้มที่เมืองอีเวเรีย แคว้นพีดมอนต์ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี

 เทศกาลปาส้มเป็นเทศกาลต่อสู้ด้วยผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอีเวเรีย แคว้นพีดมอนต์ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในงานเทศกาลนี้จะประกอบไปด้วยผู้คนที่เข้ามาร่วมงานกว่า 3,000 คน จะมีผู้บังคับม้าให้ลากรถเกวียนที่บรรทุกกลุ่มอาสาสมัครใส่ชุดนวมและหมวกป้องกันเข้ามาอยู่กลางเมือง หลังจากนี้ไปก็เกิดการปาส้มระหว่างคนบนรถเกวียนกับคนที่ยืนอยู่ด้านล่างกันอย่างอลหม่าน
   เทศกาลนี้มีที่มาจากการที่ชาวเมืองทำการต่อต้านท่านเคาท์ราเนรีผู้ปกครองเมืองในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่มักข่มเหงชาวเมืองด้วยการลักพาตัวหญิงสาวสามัญชน ที่กำลังจะแต่งงานให้ไปเป็นภรรยาของตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเคาท์ราเนรีได้ไปลักพาตัว ไวโอเล็ตต้า ลูกสาวเจ้าของโรงโม่ข้าวไป ด้วยความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้า เธอจึงต่อสู้และสามารถตัดหัวของท่านเคาท์นำมาประจาน ทำให้ชาวเมืองต่างยินดี แต่เมื่อทหารทราบข่าวจึงรีบไปจับตัวไวโอเล็ตต้า ทำให้ชาวเมืองต่างช่วยกันปาหินใส่ทหารเหล่านั้น
   จนกระทั่งเหตุการดังกล่าวกลายมาเป็นประเพณีที่ต้องทำกันทุกๆปี เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้าที่ได้นำอิสรภาพมาสู่ชาวเมือง โดยในแต่ละปีก่อนถึงงานเทศกาล จะมีการคัดเลือกเด็กนักเรียนเพื่อให้มารับบทเป็นไวโอเล็ตต้า และมีการจัดหาอาสาสมัครให้ขึ้นไปบนรถเกวียนเพื่อเป็นตัวแทนทหารท่านเคาท์ด้วย

10 อันดับหญิงโหดที่โลกไม่ลืม


อันดับ10. ควีนแมรี่ ที่ 1 (Queen Mary I  ) (ค.ศ. 1516 – 1558)

รา ชินีแมรี่เป็นพระธิดาพระองค์เดียวใน กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 และพระนางแคทเธอรีน แห่งอารากอน พระองค์เคยเกือบที่จะสวรรคตในช่วงวัยทารกมาแล้วแต่รอดมาได้ และขึ้นครองราชย์สมบัติหลังจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 สิ้นพระชนม์ ด้วยการปลดราชินีเก้าวันอย่าง เลดี้เจน เกรย์ ออก และขึ้นครองราชย์แทน โดยราชินีแมรี่ชูนโยบายที่พระองค์เน้นเป็นพิเศษ คือการที่ทำให้ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่นับถือนิกายคาธอลิกอย่างเดียว พระองค์เลยคิดหาทางกำจัดพวกโปรแตสแตนท์ในประเทศให้หมดสิ้น โดยใช้หลายๆวิธี สาวกนิกายโปรแตสแตนท์ที่มีชื่อเสียงหลายคนถูกจับประหาร ทำให้พระนางมีนามหนึ่งว่า "Bloody Mary" หรือ "แมรี่บ้าเลือด" ซึ่งฉายานี้มาจากการจับสาวกนิกายโปรแตสแตนท์ ขึ้นแขวนคอบนตะแลงแกงในคราวเดียวกว่า 800 คน


อันดับ 9. ไมร่า ฮินด์ลีย์ (Myra Hindley) (ค.ศ.1942 – 2002)

ไม ร่า ฮินด์ลีย์ และคู่รัก เอียน เบรดี้ เป็นผู้ก่อคดี "Moors murdersฆาตกรรมแห่งท้องทุ่ง" โดยเหตุเกิดที่แถวเมืองแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักรในราวช่วงทศวรรษที่ 60 ฆาตกรโหดคู่นี้ถูกจับเพราะกระทำการลักพาตัว, ทารุณกรรมทางเพศ, ทรมานและฆาตกรรม เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 3 คน และเด็กวัยรุ่นอายุ 16 และ 17 ปี โดยหลักฐานที่พบประกอบด้วย เทปที่บันทึกระหว่างกำลังทำการฆาตกรรมที่มีเสียงผู้ตายกำลังกรีดร้อง ขณะที่ไมร่าและเบรดี้กำลังข่มขืนและทรมาน  ในระหว่างการสอบสวนและวันตัดสินเธอยังมีท่าทีกินลูกอมอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังทำท่าทางกร่างและแสดงความยโสโอหัง จนกลายเป็นลักษณะพิเศษที่เป็นที่จดจำของเธอ จนกลายเป็นบุคคลคนที่ชาวอังกฤษเกลียดชังที่สุดในประวัติศาสตร์ 


อันดับ 8. ราชินิ อิซาเบลล่า แห่ง แคสไทล์ (Isabella of Castile) (ค.ศ.1451 – 1504)

ราชิ นิอิซาเบลล่าที่ หนึ่ง แห่งสเปน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส กับพระสวามีของพระนาง กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งราชวงศ์อารากอน ทั้งสองพระองค์ร่วมกันมีส่วนในการรวมประเทศสเปน ภายใต้การนำของหลานชายของพระองค์ โดยแผนการรวมชาตินี้ ราชินิอิซาเบลล่าได้ แต่งตั้งให้ นายพล โทมาส เดอ ทอร์คิวมาดา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน (โดยวิธีทรมาน) รุ่นแรกๆ เป็นผู้บัญชาการในการสอบสวนทรมาน จนวันที่ 31 เดือนมีนาคม ค.ศ.1492 มีบันทึกว่าเป็นวันออกกฤษฎีกาแอลฮัมบราโดยมีคำสั่งให้ขับไล่ ชาวยิวและชาวมุสลิมออกนอกประเทศ นอกจากนั้นประชาชนราว 2 แสนคนที่หลงเหลืออยู่ในประเทศสเปน ถ้าไม่เปลี่ยนศาสนาจะถูกจับมาลงโทษอย่างทารุณ ในปี ค.ศ. 1974 สันตะปาปาพอลที่ 6 กล่าวถึงการกระทำของพระนางว่า" สมควรทำ" และอวยพร ให้พระนางเป็นนักบุญ ในโบสถ์นิกายคาทอลิก ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้า 


อันดับ 7. เบเวอรี่ เอลลิทท์ (Beverly Allitt) (ค.ศ. 1968-?)

เธอ ได้รับฉายาหนึ่งว่า " The Angel of Death หรือนางฟ้าแห่งความตาย !!!! " เบเวอรี่ เกล เอลลิท หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ชาวอังกฤษเป็นที่รู้จักกันดี เธอทำงานเป็นนางพยาบาลดูแลเด็กๆ และถูกจับในข้อหาฆาตกรรมเด็ก 4 คน และทำให้บาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน (ที่จริงมากกว่านั้น) โดยการฉีดสารอินซูลินหรือโพแทสเซียมที่ใช้เพื่อเร่งการทำงานของหัวใจมากเกิน ไป จนเด็กตายอย่างทรมาน ซึ่งปัจจุบันเธอยังถูกจองจำอยู่ในคุก เพราะที่ประเทศอังกฤษไม่มีโทษประหารชีวิต 


อันดับ 6. เบลล์ กันเนส (Belle Gunness) (ค.ศ.1859 - 1931)

เบลล์ กันเนส เจ้าของฉายา "A female Bluebeard  ผู้หญิงเคราน้ำเงิน" เป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุดในอเมริกา ด้วยส่วนสูง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) และหนักกว่า 200 ปอนด์ (91 กิโลกรัม) เชื้อชาตินอร์วีเจียนที่ตัวใหญ่และแข็งแรง โดยเธอใช้ร่างกายอันใหญ่ยักษ์นี้สังหารสามีของเธอทั้งสองคนและลูกๆทั้งหมด ของเธอโดยฆ่าเพื่อหวังเงินประกันชีวิต และขโมยทรัพย์สินเอามาเข้ากระเป๋าของเธอ นอกจากนั้นยังมีรายงานมากมายว่าเธอน่าจะฆ่าคนมากกว่าหนึ่งร้อยราย แต่เธอดันชิงฆ่าตัวตายก่อนโดยการเผาตัวเองพร้อมกับบ้าน แต่ผลชันสูตรศพของเธอนั้นหลายๆฝ่ายไม่เชื่อว่าศพนี้เป็นของเธอ เพราะศพนั้นเตี้ยกว่าส่วนสูงของเบลล์ถึงหกฟุตด้วยกัน ต่างกันถึงสองนิ้ว 


อันดับ 5. แมรี่ แอนน์ คอตต้อน (Mary Ann Cotton) (ค.ศ.1832 – 1873)

นาง แมรี่ แอนน์ คอตต้อน สตรีชาวอังกฤษ เป็นนักฆ่าต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์อีกรายหนึ่ง แต่งงานเมื่ออายุ 12 ปีกับ นายวิลเลียม มาวเบรย์ คู่แต่งงานใหม่นี้อาศัยที่พลีเมาท์ เมืองเดวอน ต่อมาพวกเขามีลูกด้วยกันห้าคน สี่คนตายเพราะโรคกรดในกระเพาะอาหารและปวดท้องอย่างรุนแรง จากนั้นพวกเขาก็ย้ายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังตามมา เมื่อลูกที่เลี้ยงตายถึงห้าคนในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ต่อมานายวิลเลียมก็ตายตามลูกๆ ไปด้วยโรคลำไส้ไม่ทำงานในเดือนมกราคม ปี 1865 ประกันสังคมของอังกฤษจ่ายเงินสินไหมชดเชยให้เธอถึง 35 ปอนด์สเตอริง  แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะต่อมา สามีคนที่สองของเธอ จอร์จ วาร์ด ก็เสียชีวิตเพราะปัญหาเกี่ยวกับลำไส้เช่นเดียวกับหนึ่งในลูกอีกสองคนที่ เหลือของเธอ ด้วยการตายถี่ของคนในครอบครัวแมรี่ทำให้มีการสอบสวนเกิดขึ้น จนพบว่า นาง แมรี่ แอนน์ มีความผิดฐานวางยาสามีสามคน, คู่รัก, เพื่อน, แม่ของเธอ, และลูกๆอีกหนึ่งโหล ทั้งหมดเสียชีวิตจากอาการป่วยที่ท้อง ผลคือเธอถูกแขวนคอที่ เดอร์แฮม เคนท์ตี้ กาออล ในวันที่ 24 เดือนมีนาคม ปี 1873 ด้วยข้อหาฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษสารหนู เธอตายอย่างช้าๆ เพราะเพชฌฆาตใช้เชือกแขวนคอสั้นเกินไปสำหรับการประหาร 


อันดับ 4. อิลซ่า คอชห์ (Ilse Koch) (ค.ศ.1906 – 1967)

ได้ รับฉายาเยอะจริงสำหรับผู้หญิงคนนี้ เช่น "the Witch of Buchenwald. นางแม่มดแห่งบูเชนวาล์ด" , "หญิงเลวแห่งบูเชนวาล์ด" เธอเป็นภรรยาของนายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกันของนาซีประจำค่ายบูเชนวาล์ด(1937-1941) และมาจดาเนค (1941-1943) เธอเป็นคนบ้าอำนาจมากและเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามี เธอก็มีเวลาว่างอันแสนสนุกสนานกับการทรมานและข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาว โฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความโลกีย์  ว่ากันว่ารอยสักตามร่างกายของเธอนั้นมาจากการสังหารคนในค่ายกักกันหนึ่งคน ต่อหนึ่งขีด (ขีดในร่างกายเธอมีประมาณ 250,000 ขีด!!) แต่ผลสุดท้าย เธอก็แขวนคอฆ่าตัวเองตายในเรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967 


อันดับ 3. เออร์ม่า เกรเซอ (Irma Grese) (ค.ศ.1923 -1945)

อีก หนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าภูมิใจ(ในความอัปยศ)ของนาซีในยุคหลัง เออร์ม่า เกรเซอ หรือ " of Belsen. หญิงเลวแห่งเบลเซ่น" เธอเป็นทหารรักษาการณ์ที่แคมป์กักกันเรเวนส์บรุคค์, ค่ายนรกเอาส์ชวิทซ์ และ เบอร์เย่น – เบลเซ่น ถูกย้ายมาประจำการที่เอาส์ชวิทซ์ในปี1943 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพลสำรองพิเศษหน่วยควบคุมดูแล ซึ่งเป็นยศที่ใหญ่เป็นลำดับที่สองของทหารหญิงในค่าย ในวันสิ้นปี เธอจับนักโทษหญิงชาวยิวกว่า 30,000 คน มาสนุกกับเกมส์อันพิศดารของเธอ ประกอบด้วย การทารุณกรรมเหล่านักโทษ โดยให้สุนัขที่ถูกฝึกฝนและกำลังหิวโหยกัด รวมถึงการทารุณกรรมทางเพศต่างๆจนนักโทษรับไม่ไหว การยิงปืนตามอำเภอใจ การตีอย่างทารุณด้วยแส้แบบเปีย และเลือกนักโทษเข้าห้องรมแก๊ส เธอชอบเรื่องซาดิสต์ทรมานคนมากๆ จนนักโทษหลายคนในค่ายรู้จักเธอดีในภาพลักษณ์หญิงใส่รองเท้าบูทหนัก และพกปืนสั้นเพื่อให้สะดวกในการทรมานนักโทษ 


อันดับ 2. แคทเธอรีน ไนท์ (Katherine Knight) (ค.ศ.1956 – ?)

แค ทเธอรีน ไนท์ สตรีชาวออสเตรเลียนคนแรกที่โดนโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการอุทธรณ์ เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าสามีเธออย่างโหดเ้ยมที่สุดเท่าที่โลกมีมา เธอเคยบดฟันปลอมของสามีเก่าคนหนึ่งของเธอจนแหลกละเอียด และปาดคอลูกสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ของสามีอีกคนหนึ่งก่อนจะเชือดตาของเขาออก  แต่ที่ดังที่สุดคือคดีฆ่า นายจอห์น ชาร์ล โธมัส ไพรซ์ เมื่อนายไพรซ์ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อจะขอหย่ากับนางแคทเธอรีน จนนางแคทเธอรีนโกรธแค้นมาก เลยใช้มีดแล่เนื้อ แทงนายไพรซ์จนถึงแก่ความตาย เขาถูกแทงอย่างน้อย 37 ครั้ง ทั้งหน้าและหลัง และหลายแผลถูกแทงทะลุอวัยวะภายในที่สำคัญหลายแห่ง จากนั้นเธอก็ถลกหนังเขา แล้วแขวนหนังที่ถูกถลกไว้กับขอบประตูห้องนั่งเล่น ตัดหัวเขาออกแล้วใส่ในหม้อซุป อบส่วนสะโพกบั้นท้ายของเขา แล้วเตรียมน้ำเกรวี่และผักเพื่อเป็นเครื่องเคียงเนื้ออบ โดยอาหารมื้อพยาบาทนี้ถูกปรุงขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ในบ้านกิน แต่โชคดีที่ตำรวจมาเจอก่อนที่เด็กๆจะกลับมาถึงบ้าน 


อันดับ 1.เอลิซาเบธ บาโธรี่ (Elizabeth Bathory )  (ค.ศ.1560-1614)

เธอ คือฆาตกรหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในฮังการีและของโลก ส่วนสาเหตุที่ทำให้เธอฆ่าคนเพราะคิดว่าถ้านำเอาเลือดมาชำระร่างกายผิวของเธอ จะสวยสดตลอดกาล!!!! โดยเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อมีข่าวลือหลายปีเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงชาวไร่ชาวนาหาย ไปในเขตการปกครองของพระองค์ จนกษัตริย์แมทเทียสที่ 2 ต้องออกมาทำการตรวจค้นที่ปราสาทของเธอ จนกระทั่งได้พบศพของเด็กหญิงที่ตาย อย่างโหดร้ายสุดจะบรรยาย เช่น ร่างพรุนด้วยเข็ม ศพไหม้ หรือศพโดนตัดแขนหรือขา หรือชิ้นส่วนสำคัญของร่างกายออก บางศพมีการบิดเนื้อบิดหน้า,แขน และส่วนเกี่ยวกับร่างกายอื่นๆ  และทำให้อดอาหารตาย โดยเหยื่อทั้งหมดถูกคิดว่าน่าจะมีตัวเลขที่เกินกว่าร้อยศพ แต่เนื่องจากสถานะเกี่ยวกับทางสังคมของเธอ โทษประหารจึงถูกละเว้น เหลือแต่ให้ขังตลอดชีวิตในห้องขังเดี่ยวๆ ใต้หอคอยแทนจนกระทั้งเธอขาดใจตายในที่สุด 

10 Horrible Deep Sea Creatures


Viperfish

The Viperfish (Mesopelagic - found at 80-1600 meters - about a mile down) is one of the most wicked looking sea monsters. Some of them are black as night all over with light organs (called photophores) in strategic places on their bodies, including one on a long dorsal fin that serves as a lure for the fish it preys upon. Some viperfish (and many other deep ocean fish species) don't have any pigment (color) at all - they're transparent. They also have enlarged eyes, presumably for gathering as much light as possible where there is little or no light at all. The light organs of this sea animal create lights by using a chemical process called bioluminescence.




Fangtooth

The fangtooth, also known as Anoplogaster cornuta, is another menacing looking creature that inhabits the deep waters of the ocean. Although it may look like a monster, it only grows to a size of about six inches in length. It has a short body and a large head. The fangtooth gets its name from the long, sharp, fang-like teeth that line its enormous, over-sized mouth. Its gruesome appearance has earned it the name, "ogrefish". The color of the adults ranges from dark brown to black. Juveniles look completely different. They are light gray in color with long spines on their heads. The fangtooth is an extreme deep-water species that lives at depths of about 16,000 feet. The pressure at these depths is intense and the water temperature is near freezing. Food here is scarce, so the fangtooth will eat just about anything it can find. Most of its meals probably fall from the upper depths of the ocean. The fangtooth is found throughout the world in temperate and tropical ocean regions including the waters off the coast of Australia.




Dragonfish

The Deep Sea Dragonfish, or Grammatostomias flagellibarba, is a ferocious predator in spite of its small size. It is one of many species known to inhabit the deep oceans of the world. This fish grows to about six inches in length. It has a large head and mouth equipped with many sharp, fang-like teeth. The dragonfish has a long barbel attached to its chin. This barbel is tipped with a light-producing organ known as a photophore. The dragonfish uses this organ like a fishing lure, flashing it on and off and waving it back and forth. Once an unsuspecting fish gets too close, it is snapped up in the dragonfish's powerful jaws. The dragonfish also has photophores along the sides of its body. These light organs may be used to signal other dragonfish during mating. They may also serve to attract and disorient prey fishes from deep below. The Dragonfish lives in deep ocean waters at depths of up to 5000 feet (1,500 meters). They are found in most tropical regions around the world.


Angler

The deep sea angler, known also as Melanocetus johnsoni, is a grotesque-looking fish that lives in the extreme depths of the ocean. Its round body resembles a basketball, and indeed, it looks like it could easily swallow one. It has a large mouth likes with sharp, fang-like teeth. Its appearance has earned it a second name of "common black devil". Despite its ferocious appearance, the angler only reaches a maximum length of about five inches. The angler gets its name from the long, modified dorsal spine which is tipped with a light producing organ known as a photophore. Like many other deep-water fish, the angler uses this organ like a lure to attract its prey. It will flash its light on and off while waving it back and forth like a fishing pole. When the prey fish gets close enough, the angler snaps it up with its powerful jaws. A strange fact about the deep sea angler is the fact that the male is smaller and different in appearance from the female, which is pictures above. The male of the species is about the size of a finger and has small hook teeth, which it uses to attach itself to the female. Once attached, its blood vessels join with that of the female and it will spend the rest of its life joined to her like a parasite, getting all of its nourishment from her body. If the male is unable to attach to a female, it will eventually dies of starvation. The deep sea angler is found throughout the world at depths of over 3000 feet.

Gulper Eel

The gulper eel, known scientifically as Eurypharynx pelecanoides, is perhaps one of the most bizarre looking creatures in the deep ocean. Its most notable attribute is the large mouth. The eel's mouth is loosely hinged, and can be opened wide enough to swallow an animal much larger than itself. The hapless fish is then deposited into a pouch-like lower jaw, which resembles that of a pelican. In fact, it is sometimes referred to as the pelican eel. The gulper's stomach can also stretch to accommodate its large meals. This giant mouth gives the eel its other common name of umbrellamouth gulper. The eel also has a very long, whip-like tail. Specimens that have been brought to the surface in fishing nets have been known to have their long tails tied into several knots. The gulper eel grows to a length of about two to six feet and is found in all of the world's oceans at depths ranging from 3000 to 6000 feet.

Giant Squid

The elusive giant squid, known to science as Architeuthis dux, is one of the world's largest animals, reaching a length of up to 60 feet. It is the largest known Invertebrates in the world. The giant squid is a mollusk and is member of the cephalopod class, which includes the octopus and other squids. Very little is known about these mysterious animals because none have been seen alive in the wild. Most of what we know about them comes from the bodies of dead squid that have washed ashore or been pulled up in fishermen's nets. These animals are carnivores, and will eat just about anything they can catch. During World War II, stories from the survivors of sunken ships tell of shipmates being eaten by these creatures in the dark of night. There have even been reports of giant squid reaching out of the water and pulling men off small boats. None of these reports have been officially verified, but they paint a picture of a powerful predator. The squid's eight long tentacles have strong suction cups, which they use to hold on to their prey. A sharp, powerful beak finishes off their helpless victim with eerieefficiency. The giant squid appears to be a favorite meal for the sperm whale. They have been found in the stomachs of dead whales and many these whales bear scars from the squid's suction-cupped tentacles.

Giant Isopod

The giant isopod, known scientifically as Bathynomus giganteus, is the largest known member of the isopod family. It is very closely related to the small pillbugs that you can find in the garden. It is a carnivorous crustacean that spends its time scavenging the deep ocean floor. Food is extremely scarce at these great depths, so the isopod has adapted to eat what ever happens to fall to the ocean floor from above. It will also feed on some of the small invertebrates that live at these depths.
Giant isopods are known to reach a size of over 16 inches in length and are one of the largest members of the crustacean family. These animals are very prehistoric in appearance. When threatened, the can roll themselves into a tight ball where they are protected by their strong, armor-plated shells. They have complex mouths that contain many components that work together to pierce, shred, and disembowel live or dead prey. Giant isopods are all over the world at depths of over 2000 feet.

Coffinfish

The coffinfish (B.melanostomus) has a flabby body and long tail that are both covered with small spines. It has a black mouth lining and an illicium (glossary) on the snout that can be lowered into a groove. This species grows to at least 10cm in length. B.melanostomus has been trawled in the Central to Eastern Indian Ocean at depths ranging from 1320m to 1760m. The name melanostomus comes from the Greek melanos meaning black and stoma meaning mouth. There are two genera in the family Chaunacidae; Bathychaunax and Chaunax. Bathychaunax differs from Chaunax by having a lower lateral line count, longer ilicium, a wider head, more widely spaced body spines and several skeletal characters.

Vampire squid

The vampire squid, known to scientists as Vampyroteuthis infernalis, looks more like something that swam out of a late-night science fiction movie. The squid has large fins at the to of its body that resemble large ears. It is very gelatinous in form, resembling a jellyfish more than the common squid. The vampire squid has the largest eyes of any animal. It is a small animal, growing to a length of about six inches, bit it has globular eyeballs as large as the eyes of a large dog. The vampire squid's body is covered with light-producing organs called photophores. This gives the squid the unique ability to "turn itself on or off" at will. When the photophores are off, the squid is completely invisible in the dark waters where it lives. These squid live as deep as 3000 feet. Unlike other squid and octopi, the vampire squid has no ink sack. The vampire squid's arms are covered with sharp tooth-like spikes. This gives the animal its name. One pair of arms has been modified into retractile filaments that can extend to twice the body length of the animal. The squid may use these arms to capture its prey. When threatened, the squid can draw its arms up over itself and form a defensive web that covers its body. The vampire squid can swim extremely fast for a gelatinous animal. It can reach a speed of 2 body lengths per second and can accelerate to this speed in only 5 seconds. If danger is present, it can make several quick turns in an attempt to escape its enemies. The vampire squid is found throughout the world in most tropical and temperate regions.

Long-nosed Chimaera

Biologists have gone to great lengths to describe the long-nosed chimaera, Harriotta raleighana, whose kind can reach five feet in length. Its stiletto-like nose reminded one of "the nose contour of a supersonic jet aircraft." Others have dubbed it "rattail," for obvious reasons. In South Africa, it is known as the "ghost shark," though it is only distantly related to sharks. A touch of the venomous spine on the first dorsal fin can kill a person, though such a fate is unlikely given the 8,000-foot depths at which this creature lives.





From : http://www.oddee.com